วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

โลกเสี่ยง ‘ขาดแคลนน้ำมันเตา’ ราคาน้ำมันเรือ ‘พุ่งแรง 76%’

โลกเสี่ยงเผชิญ ‘น้ำมันเตาขาดตลาด’ ไตรมาส 3 หลังสงครามบีบอุปทาน ดันราคาน้ำมันเรือในสิงคโปร์พุ่ง 76% จับตา ‘เอเชีย’ รับแรงกระแทกหนักสุด ก่อนต้นทุนลามสู่ค่าระวางเรือและการค้าโลก

โลกกำลังเผชิญความเสี่ยง “ขาดแคลนน้ำมันเตา” (Fuel Oil) ในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญสำหรับเรือและโรงไฟฟ้า หลังสงครามกระทบทั้งโรงกลั่นและเส้นทางขนส่งน้ำมัน ขณะที่โรงกลั่นทั่วโลกหันไปเร่งผลิตดีเซล เบนซิน และเชื้อเพลิงชนิดอื่นที่ให้กำไรสูงกว่า ยิ่งทำให้อุปทานน้ำมันเตาตึงตัว

บริษัทที่ปรึกษาพลังงาน Energy Aspects คาดว่า ตลาดน้ำมันเตาโลกจะขาดแคลนราว 218,000 บาร์เรลต่อวันในไตรมาส 3 นับเป็นภาวะขาดแคลนครั้งแรกที่บริษัทประเมินไว้นับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2025 ซึ่งขณะนั้นขาดเพียง 6,000 บาร์เรลต่อวัน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ปัญหาสำคัญมาจากสงครามที่กระทบ “กำลังการกลั่นในรัสเซียและตะวันออกกลาง” รวมถึงข้อจำกัดด้านการเดินเรือ ขณะที่จีนลดกำลังการกลั่นและการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันเพื่อรักษาสต็อกภายในประเทศ

สถานการณ์ยังถูกซ้ำเติมจากการที่สต็อกดีเซลและเบนซินอยู่ในระดับต่ำ ทำให้โรงกลั่นมีแรงจูงใจนำน้ำมันเตาไปผ่านกระบวนการกลั่นเพิ่มเติม เพื่อเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าและกำไรสูงกว่า

รอยสตัน หวน นักวิเคราะห์ของ Energy Aspects กล่าวว่า “ระดับสต็อกน้ำมันเบนซินและดีเซลที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ จะจูงใจให้โรงกลั่นทั่วโลกเร่งเดินเครื่องหน่วยกลั่นขั้นที่สองให้มากที่สุด โดยใช้น้ำมันเตาเป็นวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้สมดุลอุปสงค์-อุปทานของน้ำมันเตาตึงตัวมากขึ้น”

ข้อมูลการนำเข้าจาก Kpler ระบุว่า ผลกระทบอาจรุนแรงที่สุดใน “เอเชีย” ซึ่งพึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียสูง โดยเฉพาะสิงคโปร์ ศูนย์กลางเติมเชื้อเพลิงเรือรายใหญ่ที่สุดของโลก ที่ต้องนำเข้าน้ำมันมากกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการเกือบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน

แรงกดดันเริ่มสะท้อนผ่านทั้งสต็อกและราคา โดยปริมาณน้ำมันเตาคงคลังในศูนย์กลางสำคัญอย่างสิงคโปร์ อัมสเตอร์ดัม-รอตเตอร์ดัม-แอนต์เวิร์ป และฟูไจราห์ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตามฤดูกาลในช่วง 3 ปีราว 30%

ขณะที่ราคาน้ำมันเรือชนิดกำมะถันต่ำมาก (Very Low Sulphur Fuel Oil: VLSFO) ในสิงคโปร์ “พุ่งขึ้นถึง 76%” นับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้น มาอยู่ที่เกือบ 825 ดอลลาร์ต่อตัน หรือประมาณ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ วันที่ 1 ก.ย. สูงกว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่เพิ่มขึ้นราว 40% ในช่วงเดียวกัน

ด้านอุปทาน รัสเซียส่งออกน้ำมันเตาในเดือนส.ค. เหลือเพียง 591,000 บาร์เรลต่อวัน ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ จากเฉลี่ยมากกว่า 860,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2025 ตามข้อมูลของ Kpler หลังโรงกลั่นหลายแห่งได้รับผลกระทบจากการโจมตีด้วยโดรนของยูเครน

ส่วนการส่งออกจากตะวันออกกลางในช่วงเดือน มี.ค.-ส.ค. ลดลงถึง 45% จากปีก่อน เหลือเฉลี่ย 447,000 บาร์เรลต่อวัน โดยโรงกลั่น Al-Zour ของคูเวต ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกน้ำมันเตารายสำคัญ ก็เผชิญปัญหาหยุดดำเนินงาน

ข้อมูลของ Kpler ยังระบุว่า นับตั้งแต่เดือนมีนาคม โรงกลั่น Al-Zour ส่งออกน้ำมันเพียง 1 เที่ยวเรือ ที่ขนาด 26,000 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น เทียบกับระดับการส่งออกประมาณ 191,000 บาร์เรลต่อวันในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์

ภาวะน้ำมันเรือตึงตัว จึงอาจกลายเป็นแรงกดดันรอบใหม่ต่ออุตสาหกรรมขนส่งทางทะเล เพราะนอกจากเรือจำนวนมากต้องอ้อมเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงจากสงคราม ทำให้ใช้เชื้อเพลิงมากขึ้นแล้ว ราคาน้ำมันเรือที่พุ่งขึ้นยังอาจถูกส่งผ่านไปยัง “ค่าระวางเรือ” และ “ต้นทุนการค้าระหว่างประเทศ” ในที่สุด

อ้างอิง: reuters