วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

จับตาคำถามใหญ่ที่ประชุม 'แจ๊กสันโฮล' ใครจะเป็นคนจ่ายหนี้รัฐบาล

หนี้รัฐบาลที่พุ่งสูง และบอนด์ยีลด์ที่ทะยานขึ้น กำลังทดสอบ 'เส้นแบ่ง' ระหว่างนโยบายการคลังกับนโยบายการเงิน จับตาแรงกดดันในที่ประชุมประจำปีเฟด 'Jackson Hole' ท่ามกลางความเสี่ยงที่ 'Fiscal Dominance' จะกลับมาเขย่าความเชื่อมั่นต่อตลาดพันธบัตร และค่าเงิน

การประชุมประจำปีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หรือ “Jackson Hole Economic Policy Symposium” หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่าการประชุมแจ๊กสันโฮล ที่รัฐไวโอมิง กำลังจะเปิดฉากขึ้นแล้วในวันที่ 27-29 ส.ค.69 ซึ่งเป็นครั้งที่กำลังถูกจับตามองอย่างมาก ทั้งจากประธานคนใหม่ “เควิน วอร์ช” ท่ามกลางแรงกดดันเรื่องดอกเบี้ย และจากสถานการณ์บอนด์ยีลด์พุ่งสูง

ต้นทุนการกู้ยืมที่พุ่งสูงขึ้นของรัฐบาลสหรัฐท่ามกลางภาระหนี้จำนวนมาก ประกอบกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในตลาดพันธบัตร กำลังบีบให้นักลงทุนต้องตั้ง “คำถาม” ที่ครั้งหนึ่งแทบไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้น นั่นคือ “ท้ายที่สุดแล้ว ธนาคารกลางจะถูกเรียกร้องให้เข้ามาช่วยจ่ายหนี้ หรือไม่”

ประเด็นเรื่อง “Fiscal dominance” จะเป็นหนึ่งในคำถามสำคัญที่เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ รวมถึงนักเศรษฐศาสตร์ และผู้ว่าการธนาคารกลางชั้นนำของโลก จะต้องเผชิญในการประชุมประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็กสันโฮลในสัปดาห์นี้

Fiscal dominance คือ ภาวะที่รัฐบาลพึ่งพาธนาคารกลางให้เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล หรือให้ความช่วยเหลือในรูปแบบอื่น เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถจัดการสถานการณ์ได้ด้วยตัวเองอีกต่อไป ซึ่งเป็นเวลาหลายทศวรรษมาแล้วที่เรื่องนี้ถูกมองว่าเป็น “สิ่งต้องห้าม” ในกลุ่มประเทศร่ำรวย

ความกังวลก็คือ หากธนาคารกลางพิมพ์เงินออกมาเพื่ออุดช่องว่างการขาดดุลงบประมาณ ก็เสี่ยงที่จะกระตุ้น “เงินเฟ้อ” ทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลง และผลักดันให้เจ้าหนี้ต่างชาติพากันถอนตัว

ในทางตรงกันข้าม ธนาคารกลางที่เป็นอิสระจากแรงกดดันทางการเมืองสามารถมุ่งเน้นไปที่การควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งจะช่วยรักษาความเชื่อมั่นต่อสกุลเงิน และพันธบัตรของประเทศ

อย่างไรก็ตาม “ภาระหนี้” ที่พุ่งสูงขึ้นกำลังกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงกันว่า “เส้นแบ่งระหว่างนโยบายการคลังกับนโยบายการเงินควรอยู่ตรงไหน”

จะเกิดอะไรขึ้นถ้ารัฐบาลถูกตลาดกดดัน

ในทางทฤษฎี หากต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลในตลาดการเงินพุ่งสูงขึ้น นั่นควรเป็นสัญญาณให้รัฐบาล "รัดเข็มขัด" โดยลดรายจ่าย เพิ่มภาษี หรือทำทั้งสองอย่าง

แต่ในทางปฏิบัติ ทางเลือกเหล่านี้จะกลายเป็นการสร้างความเจ็บปวดทางการเมือง

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลต่างๆ จึงเลือกหันไปใช้ "ทางลัด" อื่นๆ กันมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นการสกัดไม่ให้เงินทุนไหลออกนอกประเทศ การบังคับให้นักลงทุนในประเทศบางกลุ่มเข้ามาช่วยแบกรับภาระ หรืออีกวิธีหนึ่งที่ทำได้ง่ายเพราะในช่วงแรกมองเห็นผลกระทบได้ยาก นั่นคือ ให้ธนาคารกลางพิมพ์เงินให้รัฐ

แนวทางดังกล่าวเรียกว่า "Monetary financing" หรือการใช้เงินที่สร้างขึ้นโดยธนาคารกลางเพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายของรัฐบาล ซึ่งเคยทำให้เกิดเงินเฟ้อรุนแรงจนควบคุมไม่ได้มาแล้วในอาร์เจนตินา และในอดีตยังเคยเกิดขึ้นในเยอรมนียุคสาธารณรัฐไวมาร์ ทำให้ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา บรรดาประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วได้ "ห้าม" การดำเนินการในลักษณะนี้อย่างเป็นทางการ

ทำไมเรื่องนี้จึงถูกหยิบมาพูดถึง

หนี้สาธารณะของสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่วิกฤติการเงินปี 2008 หรือช่วงวิกฤติซับไพรม์ และพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงการระบาดของโควิด-19

สหรัฐขาดดุลงบประมาณมากกว่า 4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ทุกปีนับตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นระดับที่โดยปกติแล้วมักจะพบในช่วง "เศรษฐกิจถดถอย" (Recession) ทั้งที่ในความจริงแล้วเศรษฐกิจสหรัฐยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

ที่ผ่านมา นักลงทุนสามารถรองรับปริมาณพันธบัตรที่ออกเพิ่มขึ้นได้เป็นส่วนใหญ่ แต่ "ความต้องการซื้อ" เริ่มแสดงสัญญาณตึงตัวขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ต้นทุนในการประมูลพันธบัตรเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

กระทรวงการคลังสหรัฐพยายามบรรเทาแรงกดดันด้วยการเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรรุ่นเก่า แต่ผลที่ได้ยังมีจำกัด เนื่องจากกระทรวงการคลังมีทรัพยากรทางการเงินจำกัด และไม่สามารถสร้างเงินขึ้นมาเพื่อซื้อพันธบัตรได้เอง ต่างจากเฟด

นอกจากนี้ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ถึงกับเสนอในสิ่งที่อาจถูกมองว่าเป็นสัญญาณของ "การแทรกแซง" ด้วยว่า เฟดควร “พิจารณาเพิ่มขนาด” วงเงินสินเชื่อของเฟดสำหรับธนาคารกลางต่างประเทศ เพื่อปกป้องตลาดพันธบัตรสหรัฐจากความผันผวนที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ

'ธนาคารกลาง' จะถูกกดดันให้ช่วยหรือไม่

ปัจจุบัน บรรดาธนาคารกลางรายใหญ่ ซึ่งรวมถึงเฟด ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ต่างดำเนินนโยบายเป็นอิสระจากรัฐบาล ภายใต้ระบบที่เรียกว่า “monetary dominance" หรือภาวะที่นโยบายการเงินเป็นอิสระจากความต้องการทางการคลังของรัฐบาล

วอร์ชเองซึ่งเคยเป็นกรรมการเฟดมาก่อนจะลาออกในปี 2010 เพื่อประท้วงโครงการซื้อพันธบัตร ก็ปฏิเสธกระแสคาดการณ์ว่า เขาจะเปิดกว้างต่อการทำตามความต้องการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มากกว่าเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดคนก่อน

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า "เส้นแบ่งระหว่างความเป็นอิสระของธนาคารกลางกับการเข้าแทรกแซงนั้นมักไม่ชัดเจน"

ในปี 2011 เฟดเปิดตัวโครงการ “Operation Twist” ด้วยการขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะสั้น และเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาว เพื่อพยายามลดต้นทุนการกู้ยืมทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ โครงการดังกล่าวได้รับการอธิบายว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินภารกิจของเฟดด้านการจ้างงาน และเงินเฟ้อ แต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐด้วย

"ธนาคารกลางญี่ปุ่น" ก็ใช้วิธีการควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวไว้นานเกือบหนึ่งทศวรรษ ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐบาลที่มีภาระหนี้สูงที่สุดในโลก สามารถระดมทุนได้ง่ายขึ้น ขณะที่การยอมให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก็ถูกมองว่าเป็นผลจากแรงกดดันของรัฐบาลเช่นกัน

ส่วน ECB ก็เผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับโครงการซื้อพันธบัตรของตัวเองในลักษณะเดียวกัน

จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

ในขณะนี้ ทั้งหมดยังคงเป็นเพียงการคาดการณ์

ข้อเสนอบางอย่างก็มีความสุดโต่งไปเหมือนกัน เช่น แนวคิดตั้งแต่การยกเลิกหนี้ของรัฐบาลสหรัฐ ไปจนถึงการตัดหนี้พันธบัตรที่ธนาคารกลางฝรั่งเศสถือครอง ซึ่งกลับมาถูกหยิบยกขึ้นมาหารืออีกครั้ง อย่างไรก็ตาม บรรดานักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมองว่า มาตรการดังกล่าวจะบั่นทอนความเชื่อมั่น และในกรณีของยุโรปอาจถึงขั้นขัดต่อกฎของสหภาพยุโรป

ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า ข้อถกเถียงเหล่านี้มักทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญแรงกดดัน ตัวอย่างเช่น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เฟดได้กำหนดเพดานอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในทางปฏิบัติ เพื่อช่วยให้รัฐบาลสามารถระดมทุนสำหรับการทำสงคราม

เรื่องนี้สิ้นสุดลงด้วยข้อตกลง “Treasury-Federal Reserve Accord” ปี 1951 ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เฟดกลับมามีความเป็นอิสระอีกครั้ง

ในขณะที่กองหนี้ของรัฐบาลในปัจจุบันกำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ นักลงทุนจึงเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นว่า “การแยกบทบาทระหว่างรัฐบาลกับธนาคารกลางเช่นนี้ จะยังคงรักษาไว้ได้ต่อไปหรือไม่”

 

 

 

 

ที่มา: Reuters

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์