เวียดนามเร่งปั้น ‘บั๊กนิญ-กว๋างนิญ’ สองแม่เหล็กการลงทุน ขึ้นเป็น ‘นครขึ้นตรงส่วนกลาง’ หวังปลดล็อกการลงทุน-โครงสร้างพื้นฐาน ดันฐานผลิต Samsung และเมืองอ่าวฮาลอง สู่ขั้วเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ
เวียดนามเตรียมยกระดับ “บั๊กนิญ” (Bac Ninh) และ “กว๋างนิญ” (Quang Ninh) สองจังหวัดแม่เหล็กการลงทุนจากต่างประเทศ ให้ขึ้นเป็น “นครขึ้นตรงต่อการปกครองส่วนกลาง” หวังเร่งการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และปั้นสองพื้นที่เป็นขั้วการเติบโตใหม่ของประเทศ
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า รัฐสภาเวียดนามมีกำหนดลงมติข้อเสนอดังกล่าวภายในเดือนนี้ และคาดว่าจะได้รับความเห็นชอบ โดยสถานะใหม่จะทำให้รัฐบาลกลางมีบทบาทโดยตรงในการวางแผน การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐาน ช่วยลดขั้นตอนและเร่งการอนุมัติโครงการขนาดใหญ่
เหงียน เตี๊ยน หาย รัฐมนตรีมหาดไทยเวียดนามระบุว่า การยกระดับครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับสถานะการปกครอง แต่เป็นยุทธศาสตร์ปรับโครงสร้างการพัฒนา เพื่อสร้าง “ขั้วการเติบโตใหม่” ให้กับสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดงและเศรษฐกิจเวียดนามโดยรวม
“บั๊กนิญ” ถือเป็นหนึ่งในหัวใจของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เวียดนาม หลัง Samsung ตั้งโรงงานโทรศัพท์มือถือแห่งแรกในประเทศที่นี่ตั้งแต่ปี 2551 ก่อนที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Foxconn, Goertek และ Luxshare จะเข้ามาตั้งฐานการผลิตตามมา
ปี 2568 บั๊กนิญเป็นพื้นที่ส่งออกมากที่สุดของเวียดนาม ด้วยมูลค่าราว 9.3 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 1 ใน 5 ของการส่งออกทั้งประเทศ ขณะที่เงินลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่ไหลเข้าพื้นที่แตะเกือบ 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ และมียอด FDI สะสมประมาณ 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ณ เดือนมิ.ย.
อีกหนึ่งแรงส่งสำคัญคือ “สนามบินนานาชาติ Gia Binh” ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2570 และถูกวางให้เป็นประตูขนส่งผู้โดยสารและสินค้าสำคัญของเวียดนามตอนเหนือ พร้อมช่วยลดความแออัดของสนามบินโหน่ยบ่ายในกรุงฮานอย
ด้าน “กว๋างนิญ” ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “อ่าวฮาลอง” กำลังเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่เคยพึ่งพาเหมืองถ่านหิน ไปสู่ฐานการผลิต การค้า และการท่องเที่ยว โดยเศรษฐกิจจังหวัดขยายตัวถึง 11.9% ในปีที่แล้ว สูงที่สุดในเวียดนาม
ทำเลที่ติดกับเขตกว่างซีของจีน ประกอบกับท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมาก ยังทำให้กว๋างนิญมีศักยภาพเป็น ประตูเชื่อมห่วงโซ่อุปทาน “จีน-เวียดนาม”
ขณะที่โครงการรถไฟด่วนเชื่อมฮานอยกับฮาลอง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2571 จะลดเวลาเดินทางจากประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง “เหลือเพียง 25 นาที”
มาร์โก ฟอร์สเตอร์ ผู้อำนวยการและที่ปรึกษาด้าน FDI ของ Ascentium มองว่า สถานะใหม่จะช่วยให้ทั้งสองพื้นที่เข้าถึงงบประมาณ นโยบาย และการตัดสินใจจากรัฐบาลกลางได้โดยตรงมากขึ้น พร้อมส่งสัญญาณต่อนักลงทุนต่างชาติว่า รัฐบาลเวียดนามมองบั๊กนิญและกว๋างนิญเป็น “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ”
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทางเศรษฐกิจกำลังผลักดันค่าแรง และราคาที่ดินในทั้งสองพื้นที่สูงขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมต้นทุนต่ำอาจต้องย้ายไปจังหวัดอื่น และเปิดทางให้บั๊กนิญกับกว๋างนิญ ขยับขึ้นสู่การผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มมากขึ้น
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการ “ยกฐานะเมือง” แต่เป็นการเดิมพันของเวียดนามในการเร่งสร้างศูนย์กลางเศรษฐกิจรุ่นใหม่ เพื่อดึงดูดเงินทุน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมมูลค่าสูงขึ้นในระยะยาว
อ้างอิง: nikkei





