วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

ทำไมบิ๊กเทค ตั้งแต่ Apple ถึง Ford ถึงขาด ‘เทคโนโลยีจีน’ ไม่ได้

กำแพงสหรัฐไม่อาจกั้น ‘บิ๊กเทคโลก‘ จาก Apple ถึง Ford จำต้องซบเทคโนโลยีจีน ครองเบ็ดเสร็จตั้งแต่แบตเตอรี่ EV ยันระบบ AI พลิกบทบาทจาก ‘โรงงานผลิต’ สู่ ‘ต้นขั้วนวัตกรรม’

KEY POINTS

  • จีนได้เปลี่ยนสถานะจาก "ตลาดผู้บริโภค" กลายเป็น "แหล่งกำเนิดนวัตกรรม และเทคโนโลยี" ที่บริษัทระดับโลกอย่าง Apple  และ Ford  ต้องพึ่งพาเพื่อแข่งขัน
  • บริษัทจีนครองห่วงโซ่อุปทาน และมีขนาดการผลิตที่ใหญ่มาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม EV และแบตเตอรี่  ซึ่งไม่ได้มาจากแค่ "ต้นทุนถูก" แต่มาจากขนาดการผลิต  และความเร็วในการพัฒนานวัตกรรม
  • เทคโนโลยี AI ของจีนมีความสามารถในการแข่งขันสูง ไม่ได้มีดีแค่ราคาถูก แต่ได้รับเลือกจากบริษัทในยุโรปเพราะ "ประสิทธิภาพที่เหนือกว่า" และ "มาตรฐานความปลอดภัย" อีกทั้งยังใช้แนวทาง 

แม้รัฐบาลวอชิงตันจะเดินหน้ายกระดับมาตรการสกัดกั้นการเติบโตทางเทคโนโลยีของปักกิ่งอย่างต่อเนื่อง แต่ความจริงในโลกธุรกิจกลับสวนทาง เพราะเทคโนโลยีสัญชาติจีนได้แทรกซึม และหยั่งรากลึกจนกลายเป็นหัวใจสำคัญในธุรกิจของบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกไปแล้ว ตั้งแต่ระบบ AI ไปจนถึงแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV)

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ Apple ต้องหันไปจับมือกับ Alibaba และ Baidu เพื่อขับเคลื่อนบริการ AI สำหรับอุปกรณ์ในตลาดจีน

ด้านค่ายรถยนต์อย่าง Ford ยักษ์ใหญ่ยานยนต์สหรัฐต้องพึ่งพาเทคโนโลยีแบตเตอรี่จาก CATL ส่วน Volkswagen ผนึกกำลังกับ Xpeng เพื่อร่วมกันพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะในจีน และ Stellantis ขยายความร่วมมือกับ Leapmotor ทั้งในด้านการผลิตและการจัดซื้อชิ้นส่วน EV

จาก “ตลาดผู้บริโภค” สู่ “ต้นกำเนิดเทคโนโลยี”


เหล่านักวิเคราะห์ชี้ว่า โลกธุรกิจกำลังเกิดจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ จากเดิมที่จีนเป็นเพียงตลาดปลายทางสำหรับขายสินค้า วันนี้จีนได้กลายสภาพเป็น “แหล่งกำเนิดขีดความสามารถ และนวัตกรรม” ที่ยากจะมองข้าม

Kitty Fok กรรมการผู้จัดการของบริษัทวิจัย IDC China ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า “เมื่อ 5 ปีก่อน บริษัทระดับโลกมองจีนเป็นตลาดสำหรับขายของ แต่วันนี้ในหลายอุตสาหกรรม จีนกลายเป็นสถานที่ ที่พวกเขาต้องเดินเข้ามาเพื่อพึ่งพาความสามารถทางเทคโนโลยี”

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการคุมเข้มอย่างหนักจากสหรัฐซึ่งเริ่มตั้งแต่การขึ้นบัญชีดำ Huawei ในปี 2019 ตามมาด้วยการจำกัดการส่งออกชิปขั้นสูง และเครื่องจักรผลิตชิป การสกัดการลงทุนของสหรัฐในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ควอนตัม และ AI ของจีน รวมถึงการแบนบริษัทผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่อย่าง SMIC

‘จีน’ ครองห่วงโซ่อุปทาน และสเกลการผลิต


Soumen Mandal หัวหน้านักวิเคราะห์จาก Counterpoint Research เผยข้อมูลว่า ในปี 2025 ค่ายรถยนต์จีนอย่าง BYD, Changan และ Chery กวาดส่วนแบ่งตลาด EV ทั่วโลกไปเกือบ 63%

ด้านผู้ผลิตแบตเตอรี่สัญชาติจีน เช่น CATL, BYD, CALB และ Gotion ครองส่วนแบ่งตลาดโลกรวมกันเกือบ 70%

Mandal อธิบายว่า ปัจจัยที่ทำให้ทั่วโลกยังต้องพึ่งพาจีน ไม่ใช่แค่เรื่อง "ต้นทุนถูก" อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ
1. การประหยัดจากขนาด (Scale)
2. ความลึกของกระบวนการผลิต
3. การบูรณาการห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร
4. ความเร็วในการพัฒนานวัตกรรม


ทำให้ธุรกิจระดับโลกต้องพยายามสร้างสมดุลระหว่าง "ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์" กับ "ความเป็นจริงในเชิงพาณิชย์"

แบตเตอรี่ EV รากฐานที่หยั่งลึกจน ‘ถอนตัวยาก’

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ CATL ซึ่งผูกโยงเข้ากับอุตสาหกรรมยานยนต์โลกอย่างแนบแน่น เช่น กรณีของ Ford ที่นำเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเทียมไอเอิร์นฟอสเฟต (LFP) ของ CATL ไปใช้ในโรงงานแบตเตอรี่มูลค่า 3.5 พันล้านดอลลาร์ในรัฐมิชิแกน

Kitty Fok ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงในกลุ่มแบตเตอรี่ EV ได้เสร็จสมบูรณ์ในเชิงโครงสร้างไปแล้ว


“การเปลี่ยนซัปพลายเออร์แบตเตอรี่ ไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินใจเปลี่ยนกันได้ในไตรมาสเดียว แต่มันต้องใช้เวลาหลายปีทั้งในแง่วิศวกรรม การทดสอบ และการขอใบรับรองมาตรฐานใหม่ทั้งหมด”

ขณะเดียวกัน Lian Jye Su หัวหน้านักวิเคราะห์จาก Omdia เสริมว่า แม้การจับมือกับบริษัทจีนส่วนหนึ่งจะเกิดจากความจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อทำตลาดภายในประเทศจีน เช่น กฎเกณฑ์ที่บังคับให้ Apple ต้องใช้ AI และระบบคลาวด์ท้องถิ่น 

แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลเดียว เพราะกำลังเกิด "การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่ต่อเนื่อง" ในห่วงโซ่อุปทานและนวัตกรรม ทั้งในกลุ่มแบตเตอรี่, ระบบกักเก็บพลังงาน, ยานยนต์ไฟฟ้า และ AI เชิงประยุกต์

AI ด่านต่อไปที่จีนไม่ได้มีดีแค่ “ราคาถูก”

ในสมรภูมิปัญญาประดิษฐ์ โมเดล AI จากจีนกำลังทำลายมายาคติเดิมที่ว่า “ของจีนเป็นที่นิยมเพราะราคาถูก”

ผลสำรวจของ IDC ในกลุ่มบริษัทแถบยุโรปเมื่อต้นปี พบว่า เหตุผล 2 อันดับแรกที่องค์กรเลือกใช้โมเดล AI ของจีน คือ “มาตรฐานความปลอดภัย และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ” และ “ประสิทธิภาพที่เหนือกว่า” ไม่ใช่เรื่องของราคา

แตกต่างจากฝั่งสหรัฐอย่าง OpenAI หรือ Anthropic บริษัทจีนอย่าง Alibaba และ DeepSeek เลือกใช้แนวทาง Open-Source ทำให้นักพัฒนาทั่วโลกเข้าถึง และนำไปปรับใช้ได้ง่ายกว่า

Su ยังชี้ด้วยว่า มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ แม้จะจำกัดการเข้าถึงชิปขั้นสูง แต่กลับกลายเป็น "ตัวเร่งปฏิกิริยา" ที่บีบให้จีนต้องสร้างนวัตกรรม และเพิ่มประสิทธิภาพภายในประเทศตนเอง จนยังคงขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสูงไว้ได้

อย่างไรก็ดี ประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นกำแพงขวางกั้น โดยคาดว่าการต่อต้านเทคโนโลยีจีนจะยังคงรุนแรงในกลุ่ม

  • ชิป และเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง
  •  ระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์
  •  เทคโนโลยีด้านความมั่นคง และการป้องกันประเทศ

นักวิเคราะห์ประเมินว่า โลกจะไม่ได้ "คว่ำบาตรเทคโนโลยีจีนทั้งหมด" หรือ "ยอมรับทั้งหมดแบบไร้ข้อกังขา" แต่จะแบ่งตามอุตสาหกรรม นำไปสู่ระบบนิเวศเทคโนโลยีโลกที่มีลักษณะ "แตกย่อยเป็นส่วนๆ แต่ขับเคลื่อนด้วยการใช้งานจริง (Fragmented but Pragmatic)"

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์