วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

สหรัฐขาดดุลงบ ‘พุ่งทุบสถิติ’ รายจ่ายรัฐบาลเพิ่มไม่หยุด

สหรัฐเผชิญภาวะ ‘ขาดดุลงบประมาณ’ หนักขึ้น หลังเดือนกรกฎาคมขาดดุลพุ่ง 48% แตะ 432,000 ล้านดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับเดือนนี้ ขณะที่ยอดขาดดุลสะสมปีงบประมาณ 2026 แซงทั้งปี 2025 ไปแล้ว ท่ามกลางรายจ่ายที่พุ่งสูงและการคืนภาษีนำเข้าครั้งใหญ่

สหรัฐเผชิญแรงกดดันด้านการคลังเพิ่มขึ้น หลังกระทรวงการคลังสหรัฐเปิดเผยว่า การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลางในเดือนกรกฎาคม 2026 พุ่งแตะ 432,000 ล้านดอลลาร์ “สูงสุดเป็นประวัติการณ์” สำหรับเดือนกรกฎาคม และ “เพิ่มขึ้นถึง 48%” จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ตัวเลขดังกล่าวยังถือเป็น “การขาดดุลรายเดือนสูงที่สุด” นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลสหรัฐใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อรับมือกับวิกฤติโควิด-19

ปัจจัยสำคัญมาจากรายจ่ายของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น โดยเดือนกรกฎาคมมีรายจ่ายสูงถึง 766,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเลื่อนจ่ายสวัสดิการของเดือนสิงหาคมมาอยู่ในเดือนกรกฎาคม เนื่องจากต้นเดือนสิงหาคมตรงกับวันหยุดสุดสัปดาห์

หากตัดผลกระทบจากความคลาดเคลื่อนของปฏิทินออก การขาดดุลเดือนกรกฎาคมจะอยู่ที่ประมาณ 333,000 ล้านดอลลาร์ แต่ยังเพิ่มขึ้น 18% จากปีก่อน

ขณะเดียวกัน รายรับของรัฐบาล “ลดลง 1%” เหลือ 334,000 ล้านดอลลาร์ โดยรายได้จากภาษีศุลกากรสุทธิติดลบ 8.55 พันล้านดอลลาร์ หลังรัฐบาลต้อง “คืนภาษีนำเข้า” ถึง 33,380 ล้านดอลลาร์ในเดือนเดียว นับเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันที่รายได้สุทธิจากภาษีศุลกากรติดลบ

การคืนเงินดังกล่าว เกิดขึ้นหลังศาลฎีกาสหรัฐมีคำตัดสินยกเลิกมาตรการภาษีฉุกเฉินในวงกว้างที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศใช้เมื่อปีก่อน โดยจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม รัฐบาลสหรัฐคืนภาษีไปแล้วประมาณ 100,000 ล้านดอลลาร์

สถานการณ์นี้ทำให้รายได้จากภาษีนำเข้า ซึ่งเคยถูกคภาระขาดดุลาดหวังว่าจะช่วยลดของรัฐบาลลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยสำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐ (CBO) ประเมินว่า รายได้จากภาษีศุลกากรตลอดปี อาจต่ำกว่าที่คาดไว้เดิมประมาณ 250,000 ล้านดอลลาร์

ที่น่าจับตาคือ ในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026 สหรัฐขาดดุลสะสมแล้ว 1.799 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าการขาดดุลตลอดทั้งปีงบประมาณ 2025 ที่ 1.775 ล้านล้านดอลลาร์ไปแล้ว ทั้งที่ปีงบประมาณปัจจุบันยังเหลืออีก 2 เดือนก่อนสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน

ตัวเลขล่าสุดสะท้อนว่า ฐานะการคลังของสหรัฐกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งจากรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น และรายได้จากภาษีนำเข้าที่ลดลงจากการคืนภาษี ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างรายรับกับรายจ่ายของรัฐบาลขยายตัวต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์ยังคงเดินหน้าสร้างมาตรการภาษีนำเข้าขึ้นใหม่โดยอาศัยฐานกฎหมายอื่น หลังมาตรการเดิมถูกศาลฎีกาสหรัฐล้มไป

เมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลประกาศเก็บภาษีในอัตรา 10% หรือ 12.5% กับคู่ค้ารายใหญ่ 60 ประเทศ ซึ่งครอบคลุมสินค้านำเข้าสหรัฐมากกว่า 99% โดยให้เหตุผลว่า ประเทศเหล่านี้บังคับใช้มาตรการควบคุมการใช้แรงงานบังคับไม่เข้มงวดเพียงพอ และคาดว่าจะมีคำสั่งด้านภาษีเพิ่มเติมในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

อ้างอิง: reuters