ชาติอ่าวกำลังเผชิญ ‘ทางเลือกที่เจ็บปวด’ เมื่ออิหร่านอาจกุมอำนาจเหนือ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ในระยะยาว จะยอมประนีประนอมก็เสี่ยงเสียอำนาจเหนือเส้นเลือดใหญ่พลังงานโลก แต่หากเลือกสงคราม ก็อาจต้องแลกมาด้วยความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานทั่วตะวันออกกลาง
เหล่าประเทศอาหรับกำลังเผชิญ “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก” เมื่ออำนาจของอิหร่านเหนือ “ช่องแคบฮอร์มุซ” อาจไม่ใช่แค่สิ่งชั่วคราว แต่มีแนวโน้มกลายเป็นสภาพการณ์ถาวร ซึ่งคุกคามการส่งออกน้ำมันและก๊าซของภูมิภาค
ปัญหาคือ ชาติอ่าวแทบไม่มีทางเลือกที่ดี ด้านหนึ่ง พวกเขาไม่ต้องการข้อตกลงที่ให้อิหร่านมีบทบาทกำกับการเดินเรือผ่านฮอร์มุซ เพราะอาจทำให้เตหะรานมีอำนาจเหนือเส้นทางพลังงานนี้มากขึ้นไปอีก
แต่อีกด้าน การกลับเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบระหว่างสหรัฐกับอิหร่านอาจเลวร้ายกว่า เพราะแหล่งน้ำมัน โรงกลั่น โรงงานก๊าซ โรงไฟฟ้า หรือแม้แต่โรงกลั่นน้ำทะเลของชาติอ่าว อาจตกเป็นเป้าโจมตี
ด้วยเหตุนี้ แม้หลายประเทศไม่พอใจกับข้อตกลงที่กำลังเจรจาเพื่อเปิดฮอร์มุซ แต่ยังมองว่า การประนีประนอมกับอิหร่าน อาจเป็น “ทางเลือกที่เสียหายน้อยกว่า” การกลับเข้าสู่สงคราม
อูเมอร์ คาริม นักวิจัยด้านความมั่นคงอ่าวเปอร์เซียจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมมองว่า ชาติอ่าวไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยและเสรีภาพในการเดินเรือผ่านฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ได้อีกต่อไป ทำให้ในระยะสั้นแทบไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากยอมรับข้อเรียกร้องของอิหร่านบางส่วน
ผลกระทบเห็นได้ชัดจากปริมาณน้ำมันที่ผ่านช่องแคบ ข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า การส่งออกน้ำมันดิบผ่านฮอร์มุซลดลงเหลือ “ราว 2.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน” จาก 8.5 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ทั้งที่ช่วงก่อนเกิดสงคราม มีน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม “ประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน” ผ่านเส้นทางแห่งนี้
สถานการณ์ยิ่งเปราะบาง เมื่อสต็อกน้ำมันทั่วโลกลดลงมากกว่า 400 ล้านบาร์เรลในช่วง 6 เดือน ทำให้ตลาดมี “กันชน” รองรับความปั่นป่วนครั้งใหม่น้อยลงไปอีก
หนีฮอร์มุซ ก็ยังหนีภัยคุกคามไม่พ้น
แม้ชาติอ่าวพยายามลดการพึ่งพาฮอร์มุซมานานแล้ว โดยซาอุดีอาระเบียสามารถส่งน้ำมันผ่านท่อข้ามประเทศไปยังทะเลแดง ขณะที่ UAE มีท่อส่งน้ำมันที่สามารถเลี่ยงช่องแคบได้บางส่วน
แต่สงครามครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า “เลี่ยงฮอร์มุซ” ไม่ได้หมายความว่าจะหลีกหนีภัยคุกคามได้
เส้นทางส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียทางทะเลแดงถูกคุกคามจากกลุ่มฮูตีในเยเมน ขณะที่เรือของ UAE ถูกโจมตีระหว่างพยายามผ่านฮอร์มุซ แม้แต่อียิปต์ซึ่งอยู่ห่างออกไป ก็เผชิญการโจมตีด้วยโดรนต่อเรือและท่าเรือ
ภัยคุกคามจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงช่องแคบ แต่ขยายไปถึงเส้นทางและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทั่วภูมิภาค
ข้อมูลจาก Armed Conflict Location and Event Data ระบุว่า ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ถึง 30 กรกฎาคม อิหร่านและกลุ่มพันธมิตรในอิรักก่อเหตุ “โจมตีโครงสร้างพื้นฐาน” ที่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหารใน 6 ชาติอ่าว “อย่างน้อย 172 ครั้ง” โดยประมาณครึ่งหนึ่งเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
ความเปราะบางดังกล่าว ทำให้ชาติอ่าวไม่ต้องการเห็นสงครามยกระดับขึ้นอีก เพราะอิหร่านสามารถตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นหัวใจเศรษฐกิจภูมิภาคได้
ในระยะยาว ชาติอ่าวกำลังเร่งหาทางลดการพึ่งพาฮอร์มุซ ทั้งการขยายท่อส่งน้ำมันไปยังทะเลแดงและอ่าวโอมาน เพิ่มคลังสำรอง และนำพลังงานไปเก็บไว้ในต่างประเทศมากขึ้น
แต่เส้นทางเหล่านี้ยังไม่สามารถทดแทนฮอร์มุซได้ทั้งหมด และอาจตกเป็น “เป้าโจมตี” ได้อีกเช่นกัน
นี่จึงกลายเป็นความย้อนแย้งสำคัญของสงคราม เพราะแทนที่จะลดทอนอำนาจของอิหร่าน ความขัดแย้งกลับแสดงให้เห็นว่า เตหะรานสามารถใช้ทั้งฮอร์มุซ ขีปนาวุธ โดรน และเครือข่ายพันธมิตร เป็นเครื่องมือกดดันประเทศเพื่อนบ้านได้
ท้ายที่สุด ชาติอ่าวจึงติดอยู่ระหว่าง “สองทางเลือก” ที่ต่างมีราคาต้องจ่าย หากประนีประนอม พวกเขาอาจต้องยอมรับอำนาจของอิหร่านเหนือเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงาน แต่หากกลับเข้าสู่สงคราม ความเสียหายอาจลุกลามจากฮอร์มุซไปถึงท่อส่งน้ำมัน โรงกลั่น ท่าเรือ และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทั่วตะวันออกกลาง
อ้างอิง: guardian, wsj





