ย้อนรอย ‘หมู่บ้านมะเร็ง’ หนึ่งในเงามืดของการเติบโตจีน เมื่อครั้งชุมชนหลายแห่งพบผู้คนทยอยป่วยและเสียชีวิตจากมะเร็งสูงผิดปกติ ท่ามกลางโรงงานและแหล่งมลพิษ ก่อนที่จีนจะใช้เวลาหลายปี กว่าจะยอมรับปัญหานี้อย่างเป็นทางการ
จะเกิดอะไรขึ้น หากในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง “มะเร็ง” ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนเพียงหนึ่งหรือสองคน แต่กลับพบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตกระจุกตัวอยู่ในชุมชนเดียวกัน บ้านหลังแล้วหลังเล่าต้องเผชิญกับโรคร้าย จนชาวบ้านเริ่มตั้งคำถามว่า สิ่งที่พวกเขากิน ดื่ม และหายใจอยู่ทุกวัน กำลังทำให้พวกเขาป่วยหรือไม่?
ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน คำถามนี้เคยเกิดขึ้น ในชุมชนชนบทหลายแห่งของจีน โดยเฉพาะหมู่บ้านที่มีสิ่งหนึ่งเหมือนกันอย่างน่ากังวล นั่นคือการตั้งอยู่ใกล้โรงงาน เหมือง หรือแม่น้ำที่ปนเปื้อนสารพิษ ขณะที่ผู้คนในพื้นที่ทยอยป่วยและเสียชีวิตจากมะเร็งมากผิดสังเกต จนชุมชนเหล่านี้ได้รับฉายาที่ชวนสะพรึงว่า “หมู่บ้านมะเร็ง” (Cancer Villages) หรือในภาษาจีนคือ “อ๋ายเจิ้งชุน” (癌症村)
ปรากฏการณ์ “หมู่บ้านมะเร็ง” เคยกลายเป็นหนึ่งในเงามืดของยุค ที่จีนเร่งพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดด โรงงานและนิคมอุตสาหกรรมผุดขึ้นทั่วประเทศ สร้างงาน รายได้ และผลักดันจีนขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ แต่พร้อมกันนั้น มลพิษทางน้ำและอากาศก็ได้กลายเป็น “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” ซึ่งชุมชนบางแห่งอาจต้องจ่ายด้วยสุขภาพและชีวิต
ที่น่าตกใจคือ นี่อาจไม่ใช่เรื่องของหมู่บ้านเพียงไม่กี่แห่ง เพราะสื่อ นักวิชาการ และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) เคยประเมินในตอนนั้นว่า จีนมีชุมชนที่ถูกเรียกว่า “หมู่บ้านมะเร็ง” มากถึง 459 แห่ง กระจายอยู่แทบทั่วประเทศ ทิ้งคำถามสำคัญไว้ว่า โรคมะเร็งที่เกิดขึ้นอย่างผิดสังเกตเหล่านี้ เป็นเพียงความบังเอิญ หรือเป็นร่องรอยของราคาที่ประชาชนบางส่วนต้องจ่ายให้กับการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วของจีน?
หนึ่งในนั้นคือ “หยางหลิงกั่ง” หมู่บ้านขนาดเล็กริมแม่น้ำแยงซี ซึ่งถูกโอบล้อมด้วยโรงงานกระดาษ โรงไฟฟ้า และนิคมอุตสาหกรรม ชาวบ้านระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2003 มีคนในชุมชนอย่างน้อย 11 รายเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ขณะที่น้ำจากแม่น้ำซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของหมู่บ้านต้องผ่านการบำบัดก่อนนำมาดื่ม แต่ยังคงมีกลิ่นและรสคล้ายสารเคมี
เรื่องราวคล้ายกันเกิดขึ้นที่หมู่บ้านอู่หลี่ ใกล้เมืองหางโจว ซึ่งได้รับผลกระทบจากเขตอุตสาหกรรมเคมีที่เปิดดำเนินการตั้งแต่ปี 1992 ชาวบ้านรายหนึ่งรวบรวมข้อมูลว่า ระหว่างปี 1992-2004 มีคนในหมู่บ้านเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งสูงถึง 60 ราย ท่ามกลางข้อร้องเรียนเรื่องน้ำที่เปลี่ยนเป็นสีดำ กลิ่นสารเคมี และมลพิษจากโรงงานโดยรอบ
ขณะที่หมู่บ้านตงซิง มณฑลเจียงซู เคยเผชิญข้อกล่าวหาว่า โรงงานเคมีในพื้นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยมะเร็งมากกว่า 100 รายในช่วงปี 2000-2005 โรงงานดังกล่าวผลิตสารคลอโรฟีนอล มากถึงปีละ 2,000 ตัน ซึ่งมีคุณสมบัติก่อมะเร็ง ก่อนจะปิดตัวลงในปี 2010 แต่ชาวบ้านกังวลว่า ของเสียที่ถูกฝังอยู่ในพื้นที่อาจทิ้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปอีกหลายสิบปี
อย่างไรก็ตาม แม้หลักฐานจากประสบการณ์ของชาวบ้านจะมีจำนวนมาก การพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่า “มลพิษจากโรงงานแห่งใดแห่งหนึ่ง” เป็นสาเหตุโดยตรงของโรคมะเร็งยังทำได้ยาก เนื่องจากพื้นที่หนึ่งอาจมีสารเคมีหลายชนิด โรคมะเร็งมีหลายประเภท และผลกระทบอาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะปรากฏ การยืนยันความสัมพันธ์จึงต้องติดตามข้อมูลสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเป็นเวลานาน
ถึงกระนั้น ความสัมพันธ์ในภาพกว้างระหว่างมลพิษกับปัญหาสุขภาพกลายเป็นประเด็นที่จีนไม่อาจมองข้าม ในช่วงเวลาที่มีการรายงานเรื่องนี้ในปี 2013 อัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งของจีนเพิ่มขึ้นประมาณ 80% ในรอบ 30 ปี ขณะที่รายงานของรัฐบาลระบุว่า แม่น้ำและทะเลสาบกว่า 70% เผชิญมลพิษ และเกือบครึ่งหนึ่งอาจมีคุณภาพน้ำที่ไม่เหมาะแม้กระทั่งต่อการสัมผัสของมนุษย์
ปรากฏการณ์ดังกล่าวถูกพูดถึงมานานหลายปี ท่ามกลางข้อร้องเรียนของชาวบ้าน การสืบสวนของสื่อมวลชน และความพยายามของนักสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม แต่กว่ารัฐบาลจีนจะยอมรับอย่างเป็นทางการว่า “หมู่บ้านมะเร็ง” มีอยู่จริง ก็ผ่านมานานหลายปี โดยกระทรวงคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของจีนเพิ่งกล่าวถึงคำนี้ในเอกสารระดับกระทรวงเมื่อปี 2013 นับเป็นหนึ่งในการยอมรับปัญหาอย่างเป็นทางการที่หาได้ยาก หลังประเด็นดังกล่าวถูกสื่อรายงานมาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990
การยอมรับดังกล่าว กลายเป็นหนึ่งใน “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของนโยบายสิ่งแวดล้อมจีน หลังจากนั้นรัฐบาลเริ่มยกระดับการจัดการมลพิษอย่างจริงจังมากขึ้น ตั้งแต่การควบคุมมลพิษทางอากาศ การบำบัดน้ำเสีย การตรวจสอบและกำกับโรงงาน ไปจนถึงการฟื้นฟูดินที่ปนเปื้อนสารพิษ
ขณะที่ในยุคของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประเด็นสิ่งแวดล้อมถูกยกระดับขึ้นเป็น “วาระแห่งชาติ” ภายใต้แนวคิด “อารยธรรมนิเวศ” (Ecological Civilization) พร้อมเพิ่มความเข้มงวดต่ออุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษ
แม้มาตรการเหล่านี้ช่วยให้สถานการณ์สิ่งแวดล้อมของจีนในหลายด้านดีขึ้นจากช่วงที่ปัญหา “หมู่บ้านมะเร็ง” ถูกเปิดโปงอย่างหนัก แต่ผลพวงจากมลพิษที่สะสมมานานไม่ได้หายไปในเวลาอันสั้น โดยเฉพาะมลพิษที่ตกค้างในดินและแหล่งน้ำ ซึ่งอาจยังมีผลกระทบต่อสุขภาพชุมชนเหล่านี้ไปอีก “หลายปีหรือหลายสิบปี”



