วันพุธ ที่ 23 กันยายน 2569

Login
Login

ADB ปรับเป้า GDP ไทย 69 โต 2.0% รับส่งออกเทค-AI เตือนความเสี่ยง 'เอลนีโญ'

ADB เผยรายงานการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย ปรับเป้า GDP ไทยคาดปี 2569 โต 2.0% รับส่งออกเทค-AI พุ่ง ส่วนปี 2027 คาดโต 1.9% เตือนความเสี่ยง 'พลังงาน-เอลนีโญ'

KEY POINTS

  •  ADB ปรับเพิ่มคาด GDP ของไทยปี 2569 เป็น 2.0% จากเดิม 1.8%
  • ปัจจัยหนุนหลักมาจากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีและ AI ซึ่งเติบโตสูงถึง 14.8% ในครึ่งปีแรก และส่งผลให้การลงทุนในประเทศขยายตัวตามที่ 11.6%
  • ADB เตือนถึงความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ 'เอลนีโญ' ที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้นช่วงปลายปี และจะส่งผลกระทบชัดเจนต่อผลผลิตการเกษตรและราคาอาหารในปี 2570
  • ความเสี่ยงอื่นๆ ที่ต้องจับตาคือ ความผันผวนของราคาพลังงาน, หนี้ครัวเรือนระดับสูงที่กดดันการบริโภค และพื้นที่ทางการคลังของภาครัฐที่จำกัด

 ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เปิดเผยรายงานการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย  ฉบับปรับปรุงเดือนกันยายน 2026 โดยปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ของไทยปี 2026 ขึ้นมาอยู่ที่ 2.0% จากเดิม 1.8% ในประมาณการเดือนกรกฎาคม และในปี 2027 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.9% โดยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยได้รับแรงส่งสำคัญจากภาคการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ และวัฏจักรการลงทุนใน  AI  ที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง 

สอดคล้องกับภาพรวมภูมิภาคเอเชียที่ ADB ปรับเพิ่ม GDP ปี 2026 ขึ้นเป็น 5.0% และอาเซียนปรับขึ้นเป็น 4.7%

สำหรับ "เงินเฟ้อ" ของไทยปี 2026 คาดว่าจะอยู่ที่ 2.5% ปรับลดลงจาก 2.9% ในประมาณการเดิม และชะลอลงเหลือ 1.3% ในปี 2027 เนื่องจากได้รับแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐในการตรึงราคาพลังงานและค่าครองชีพ 

ทั้งนี้ ADB มองว่าระบบการเงินและสถาบันการเงินของไทยมีความเสถียรภาพสูง มีเงินสำรองธนาคารเข้มแข็ง และอัตรา NPLs ต่ำ ซึ่งจะช่วยรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ 

ส่งออก 'เทค- AI' ปัจจัยหนุนเศรษฐกิจไทย


ชิตชนก อันนนท์จารย์ เจ้าหน้าที่เศรษฐศาสตร์ประจำ ADB ประเทศไทย  เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งแรกของปี 2026 ขยายตัวที่ 2.4% โดยมีปัจจัยหนุนหลักมาจากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีและ AI ซึ่งเติบโตสูงถึง 14.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

อย่างไรก็ดี ตัวเลขนี้ไม่ได้เติบโตขึ้นแค่ในไทย เนื่องจากเป็น การเติบโตตามรอบขาขึ้นของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและ AI ในระดับโลก ซึ่งไทยมีความได้เปรียบจากการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน  ร่วมกับประเทศในอาเซียน อย่างมาเลเซียและเวียดนาม สินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ คอมพิวเตอร์, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, อุปกรณ์โทรคมนาคม และเครื่องจักร 

อานิสงส์จากการส่งออกกลุ่มเทคโนโลยีไม่ได้หยุดอยู่แค่ภาคการค้า แต่ได้ส่งผลสืบเนื่องมายังภาคการลงทุนในประเทศอย่างชัดเจน โดย ขยายตัวถึง 11.6% ในครึ่งปีแรก นำโดยการลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์

จับตา 4 ปัจจัยเสี่ยง เตือนรับมือ 'เอลนีโญ'


 แอนนา ฟิงค์ (Anna Fink) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศได้ชี้ถึงปัจจัยเสี่ยงและความท้าทายสำคัญที่อาจกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้ง 4 ด้าน

ข้อแรกคือความผันผวนของราคาพลังงานและขนส่ง จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและสงครามในยูเครน ยังคงดันราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และค่าขนส่งทางเรือให้ทรงตัวสูง

ถัดมาคือผลกระทบจาก "เอลนีโญ" โดย ADB คาดว่าปรากฏการณ์เอลนีโญจะทวีความรุนแรงช่วงปลายปีและส่งผลกระทบชัดเจนในปี 2027 ซึ่งจะกระทบต่อผลผลิตการเกษตร แหล่งน้ำ และกดดันราคาอาหาร จำพวก ข้าว น้ำตาล น้ำมันปาล์ม ให้ปรับตัวสูงขึ้น

ปัจจัยที่ 3 คือ "หนี้ครัวเรือน" และการฟื้นตัวแบบ K-Shaped จากภาระหนี้ครัวเรือนระดับสูงยังกดดันการบริโภคภาคเอกชน ขณะที่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมไฮเทค ทำให้ไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับห่วงโซ่มูลค่า พัฒนาทักษะแรงงาน  และสร้างระบบนิเวศในประเทศ เพื่อดึงมูลค่าเพิ่มกลับสู่เศรษฐกิจ

สุดท้ายคือ พื้นที่ทางการคลังของภาครัฐที่เริ่มจำกัด   แม้หนี้สาธารณะของไทยที่ลดลงมาอยู่ที่ประมาณระดับ 60% จะยังไม่น่ากังวลเนื่องจากเสถียรภาพทางการเงินเข้มแข็ง แต่การที่มีหนี้สะสมสูงขึ้นจะลดทอนพื้นที่ทางการคลัง  ทำให้ภาครัฐมีวงเงินในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือพยุงค่าครองชีพในระยะข้างหน้าได้น้อยลง

รวมทั้งการที่ Fitch Ratings ปรับปรุงมุมมอง (Outlook) ของไทยดีขึ้น ช่วยสร้าง Sentiment ที่ดีแก่นักลงทุนและช่วยให้ต้นทุนการระดมทุนของภาครัฐไม่ปรับสูงขึ้น


 ชิตชนกทิ้งท้ายว่า "โจทย์สำคัญของการคลังไทยไม่ใช่เรื่องขนาดวงเงิน แต่คือคุณภาพของการใช้จ่ายภาครัฐว่าจะกระจายไปช่วยเหลือประชาชนได้อย่างไร ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการคลัง"

 ADB มอง 3 ยุทธศาสตร์เคลื่อนเศรษฐกิจไทย

 สำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทยในอนาคต "แอรอน แบทเทน"   ผู้อำนวยการสำนักงานผู้แทนธนาคารพัฒนาเอเชีย ประจำประเทศไทย เผยว่า ADB อยู่ระหว่างจัดทำแผนยุทธศาสตร์ประจำประเทศ โดยมุ่งเน้น 3 เสาหลัก ได้แก่ 

  1.   Private Sector-Driven  ดึงดูดทุนเอกชนและลดความเสี่ยงโครงการเพื่อเร่งการลงทุนพลังงานสะอาด
  2.  Inclusive Growth กระจายการเติบโตสู่ภูมิภาคเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองใหญ่กับชนบท เช่น การยกระดับศักยภาพโรงพยาบาลศูนย์ 5 แห่งในต่างจังหวัด และแผนบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพื่อป้องกันอุทกภัยระยะยาว
  3.  Regional Leadership ผลักดันไทยเป็นผู้นำด้านดิจิทัล AI และการเชื่อมโยงภูมิภาค เพื่อเตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุม ASEAN ในปี 2028