วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม 2569

Login
Login

เฮดจ์ฟันด์ใหญ่ทั่วโลกสะเทือน ถูกทริก AI โจมตีไซเบอร์รอบใหม่

สำนักข่าวบลูมเบิร์กและรอยเตอร์สรายงานว่า บรรดากองทุนเฮดจ์ฟันด์รายใหญ่หลายแห่งในวอลล์สตรีท กำลังตกเป็นเป้าความพยายาม "โจมตีทางไซเบอร์" ระลอกใหม่ที่มีความซับซ้อน ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา 

หนึ่งในแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวตน ระบุว่า "Point72 Asset Management" ซึ่งเป็นบริษัทบริหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์รายใหญ่ของมหาเศรษฐีคนดัง "สตีฟ โคเฮน" ได้แจ้งต่อนักลงทุนเมื่อวันพุธว่าบริษัทถูกโจมตี แม้การประเมินเบื้องต้นจะพบว่าไม่มีข้อมูลของลูกค้าถูกขโมยออกไปก็ตาม ขณะที่บริษัทยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว

แหล่งข่าวระบุว่า บรรดาแฮกเกอร์ยังพยายามแทรกซึมเข้าสู่ระบบสารสนเทศของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ใหญ่รายอื่นๆ ด้วย ได้แก่ Millennium Management, Two Sigma Investments และ Citadel รวมไปถึงบริษัท "ไพรเวทอิควิตี้" อีกหลายแห่ง

หนึ่งในรูปแบบการโจมตีครั้งนี้ใช้เทคนิค Voice Phishing หรือ Vishing ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีเลียนแบบเสียงในการโทรศัพท์หรือส่งข้อความ เพื่อหลอกให้พนักงานเปิดเผยข้อมูลสำคัญหรืออนุญาตให้เข้าถึงระบบ

ด้านบริษัท "Two Sigma" ซึ่งเป็นเฮดจ์ฟันด์ยักษ์ใหญ่ในกลุ่ม Quant และมีสินทรัพย์ในการบริหารถึงราว 75,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.5 ล้านล้านบาท) เปิดเผยว่า สามารถสกัดกั้นความพยายามเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้สำเร็จ

ส่วนทางโฆษกของกองทุน Millennium, Point72 และ Citadel ยังปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นต่อเรื่องนี้

วิโนต พอล ประธานบริษัท Align Managed Services ซึ่งให้บริการด้านความมั่นคงไซเบอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศแก่กองทุนเฮดจ์ฟันด์ กล่าวว่า เหตุโจมตีความมั่นคงทางไซเบอร์ในวอลล์สตรีทเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปีที่ผ่านมา เนื่องจาก "เครื่องมือ AI" ช่วยให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเปิดการโจมตีได้ในวงกว้างและใช้ต้นทุนต่ำลง

"เมื่อก่อนการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมายอาจทำได้กับองค์กรแค่ประมาณ 50 แห่ง แต่ตอนนี้สามารถโจมตีได้ถึง 1,000 แห่ง" พอลกล่าว "แฮกเกอร์ยังสามารถดักฟังการสนทนาทางโทรศัพท์แล้ว 'เลียนแบบน้ำเสียง โทนเสียง และรูปแบบการพูดของผู้สนทนา' เพื่อสร้างสายโทรศัพท์ปลอมได้"

เมื่อเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา หน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของ Google เผยแพร่บทความในบล็อกว่า ปี 2026 นี้เกิดการโจมตีระลอกใหม่ต่อสำนักงานกฎหมายและบริษัทผู้ให้บริการวิชาชีพหลายแห่ง โดยการโจมตีดังกล่าวก็ใช้เทคนิค Vishing เช่นกัน และในบางกรณี ผู้ก่อเหตุยังปลอมตัวเป็น "เจ้าหน้าที่ไอที" เข้าไปในสำนักงานของบริษัทด้วย

แหล่งข่าวอีกรายซึ่งทราบเรื่องดังกล่าวเปิดเผยว่า หน่วยงานกำกับดูแลอุตสาหกรรมการเงินของสหรัฐ (FINRA) ได้ติดต่อกับบริษัทในการกำกับดูแล เกี่ยวกับความพยายามเจาะระบบที่เกิดขึ้นล่าสุดแล้ว

FINRA ได้จัดตั้ง Financial Intelligence Fusion Center ขึ้นเมื่อเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองที่มีระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อให้ทางหน่วยงานและบริษัทในการดูแลสามารถแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุกคามจากการฉ้อโกงและประสานการตอบสนองร่วมกัน หลังภัยคุกคามด้านไซเบอร์และการฉ้อโกงที่มุ่งเป้าไปยังบริษัทการเงินมีความซับซ้อนมากขึ้น

เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึง "ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น" จากการที่มิจฉาชีพหรือรัฐที่เป็นปฏิปักษ์อาจนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้ขยายขอบเขตการโจมตี ซึ่งบางครั้งมีการเรียกค่าไถ่เพื่อแลกกับการปลดล็อกข้อมูลหรือระบบ 

"สำหรับวอลล์สตรีท การโจมตีลักษณะนี้อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทและตลาดการเงินที่รองรับธุรกรรมมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ในแต่ละวัน" แม้เหตุการณ์เหล่านี้อาจไม่เกี่ยวข้องกัน แต่การโจมตีระลอกล่าสุดยังเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่รัฐบาลสหรัฐกำลังเร่งควบคุมเหตุโจมตีทางไซเบอร์ต่อ "ระบบประปา" ในหลายรัฐ ซึ่งมีความกังวลกันว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับอิหร่าน

วิล วิลสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Antithesis ซึ่งเป็นบริษัทที่ช่วยองค์กรค้นหาและแก้ไขช่องโหว่ด้านไอที และได้รับการสนับสนุนจาก Jane Street กล่าวว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการเงินสามารถดำเนินงานภายใต้มาตรฐานซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้เข้มงวดมากนัก เพราะทักษะและองค์ความรู้ในการก่อเหตุโจมตีเป็นเรื่องเฉพาะทางและหาได้ยาก

"แต่สิ่งที่น่ากลัวเกี่ยวกับระบบ AI ยุคใหม่คือ มันทำให้ความสามารถเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ทั่วไป และทำให้สามารถเปิดการโจมตีในวงกว้างได้" วิลสันกล่าว "ทุกคนจะต้องยกระดับการป้องกันอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นจะเผชิญปัญหาใหญ่"


ที่มา: Bloomberg, Reuters