วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘ภาษีมาตรา 301’ ส่อสะดุด? ผู้ค้ายก ‘3 เหตุผล’ ฟ้องทรัมป์

มาตรการภาษี 10-12.5% กับสินค้าจากกว่า 60 ประเทศของทรัมป์ กำลังถูกท้าทายในศาลการค้าสหรัฐ หลังผู้ประกอบการยื่นฟ้องแล้ว โดยยกเหตุผลว่า การบังคับใช้มาตรา 301 ครั้งนี้ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย ขาดเหตุผลรองรับ และละเมิดหลักการแบ่งแยกอำนาจตามรัฐธรรมนูญ

หลังมาตรการภาษีนำเข้ารอบใหม่ของ ประธานาธิบดีทรัมป์ มีผลบังคับใช้ไม่นาน ก็ถูกยื่นฟ้องต่อศาลทันที โดย “ผู้ประกอบการสหรัฐ” กล่าวหาว่า รัฐบาลใช้อำนาจตามกฎหมายการค้าเกินขอบเขต สร้างภาระให้กับธุรกิจและผู้บริโภคอเมริกัน

มาตรการดังกล่าว ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม กำหนด “ภาษีนำเข้า 10-12.5%” กับสินค้าจากราว 60 ประเทศและดินแดน ภายใต้ “มาตรา 301” ของกฎหมายการค้าปี 1974 โดยรัฐบาลสหรัฐให้เหตุผลว่า ประเทศเหล่านี้ไม่มีมาตรการที่เข้มงวดเพียงพอในการห้ามและสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ

อย่างไรก็ตาม บริษัทผู้นำเข้าเครื่องเทศ Burlap & Barrel และผู้นำเข้านาฬิกา Collective Horology ได้ “ยื่นฟ้อง” ต่อศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐในนครนิวยอร์ก โดยระบุว่า รัฐบาลทรัมป์นำมาตรา 301 มาใช้ “อย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เพื่อทดแทนมาตรการภาษีเดิมที่ศาลสั่งเพิกถอนหรือหมดอายุไปแล้ว

สำหรับคำฟ้องคัดค้านภาษีตามมาตรา 301 มี “3 เหตุผลหลัก” ดังนี้

1.) ใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

โจทก์ระบุว่า มาตรา 301 อนุญาตให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ขึ้นภาษีได้ก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่า ประเทศเป้าหมายมีนโยบายหรือการกระทำที่เลือกปฏิบัติ หรือสร้างความเสียหายต่อการค้าของสหรัฐเป็นรายประเทศ แต่รัฐบาลกลับใช้มาตรการแบบ “เหมารวม” กับกว่า 60 ประเทศ โดยไม่ได้แสดงหลักฐานเฉพาะของแต่ละประเทศว่า ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการค้าสหรัฐอย่างไร

2.) การกำหนดภาษีไม่มีเหตุผลรองรับ

ผู้ฟ้องยังอ้างว่า USTR ละเมิดกฎหมายว่าด้วยกระบวนการปกครองของรัฐบาลกลาง (Administrative Procedure Act: APA) ซึ่งห้ามหน่วยงานของรัฐออกนโยบายที่ใช้อำนาจโดยพลการ ไร้เหตุผล และขัดต่อกฎหมาย โดยผู้ฟ้องชี้ว่า รัฐบาลทรัมป์ไม่ได้อธิบายอย่างมีเหตุผลว่า ทำไมแต่ละประเทศจึงถูกเก็บภาษีในอัตราที่แตกต่างกัน ทำให้อัตราภาษีที่เรียกเก็บขาดหลักเกณฑ์และความโปร่งใสในการตัดสินใจ

แม้ USTR ได้เผยแพร่รายงานผลการสอบสวนเรื่องแรงงานบังคับภายใต้มาตรา 301 แต่รายงานดังกล่าวไม่ได้พยายามระบุว่า ประเทศใดมีการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับจริง และไม่ได้ตรวจสอบว่าสินค้าที่ผลิตภายในประเทศเหล่านั้นใช้แรงงานบังคับหรือไม่

“การสรุปอย่างกว้าง ๆ ว่าแรงงานบังคับบิดเบือนระบบการค้าโลก ไม่ใช่เหตุผลที่สมเหตุสมผลเพียงพอสำหรับการเรียกเก็บภาษีนำเข้าในวงกว้างกับสินค้าของประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยไม่อธิบายว่า ประเทศนั้นมีบทบาทเฉพาะอย่างไรในการก่อให้เกิดภาระหรือข้อจำกัดต่อการค้าของสหรัฐ” คำฟ้องระบุ

3.) หากตีความกฎหมายแบบรัฐบาล อาจขัดรัฐธรรมนูญ

โจทก์ยังโต้แย้งว่า หากการตีความ มาตรา 301 ของรัฐบาลทรัมป์ถูกต้อง ก็อาจทำให้กฎหมายมาตราดังกล่าว “ขัดรัฐธรรมนูญ” เพราะเปิดทางให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจด้านภาษีได้กว้างเกินไป ทั้งที่รัฐธรรมนูญสหรัฐกำหนดให้อำนาจจัดเก็บภาษีและกำกับการค้าระหว่างประเทศ “เป็นของรัฐสภา”

ผู้ฟ้องยืนยันว่า มาตรา 301 มีไว้ใช้แก้ปัญหาการค้าหรือพฤติกรรมทางการค้าของประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นการเฉพาะ ไม่ใช่เปิดทางให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจกำหนดภาษีนำเข้าในวงกว้าง เพราะรัฐธรรมนูญสหรัฐกำหนดให้ “รัฐสภา” เป็นผู้มีอำนาจด้านภาษีและการค้าระหว่างประเทศ โดยการมอบอำนาจให้ประธานาธิบดีสามารถใช้มาตรการภาษีได้ในกรณีและเงื่อนไขที่จำกัดเท่านั้น

คดีนี้จึงนับเป็นความท้าทายทางกฎหมายครั้งล่าสุดต่อมาตรการภาษีของทรัมป์ หลังมาตรการภาษีรอบก่อนภายใต้กฎหมายภาวะฉุกเฉินและมาตรา 122 ต่างก็เคยถูกศาลพิจารณาและเผชิญข้อพิพาททางกฎหมายมาแล้ว
 

อ้างอิง: bloombergcnbcustr