วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

เบรก‘ภาษีนำเข้า 10%’ปัจจัยบวก‘หุ้นไทย’ชั่วคราว จ่อใช้มาตรา 301 กดดัน‘กลุ่มส่งออก’ครึ่งปีหลัง

"บล.อินโนเวสท์ เอกซ์" มองกรณีศาลสหรัฐตัดสินเรื่องภาษีนำเข้า 10% ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทยแค่ระยะสั้น หลังเสี่ยงสูงที่สหรัฐจะเปลี่ยนไปใช้มาตรา 301 ที่รุนแรงกว่า กดดันหุ้นกลุ่มส่งออกของไทยช่วงครึ่งปีหลัง แนะลงทุนกลุ่มดีเฟนซีฟที่ทนทานต่อเงินเฟ้อ และ S-curve ที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนภาครัฐ

จากกรณีที่ศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐ มีมติเสียงข้างมาก 2 ต่อ 1 พิพากษาว่า การที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าฉบับปี 2517 เพื่อเรียกเก็บภาษีศุลกากรชั่วคราวทั่วโลกที่ 10% ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น

นางสาวณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล นักกลยุทธ์การลงทุนและนักวิเคราะห์อาวุโสกลุ่มหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ จํากัด (มหาชน) เปิดเผยในบทวิเคราะห์ว่า คำตัดสินข้างต้นของศาล จะเป็นปัจจัยบวกเพียงชั่วคราวต่อกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย

เนื่องจากการเก็บภาษี 10% ต่อผู้นำเข้าจะยังดำเนินอยู่จนถึงครบกำหนดในวันที่ 24 ก.ค. นี้ และมีความเสี่ยงสูงที่ปธน.ทรัมป์จะนำมาตราอื่นๆ ซึ่งรุนแรงกว่าเดิมมาใช้แทน เช่น มาตรา 301

ทั้งนี้ มาตรา 301 เป็นอาวุธที่ทรงพลังกว่ามาตรา 122 เนื่องจากให้อำนาจ ปธน. ทรัมป์ ในการตอบโต้ทางการค้าโดยไม่มีเพดานอัตราภาษีและไม่มีจำกัดระยะเวลา และสามารถเจาะจงรายประเทศหรือรายสินค้า ต่างจากมาตรา 122 ซึ่งเก็บได้สูงสุด 15% ไม่เกิน 150 วัน

ซึ่งไทยอาจเป็นที่เพ่งเล็งในฐานะประเทศที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐ และอยู่ใน 16 ประเทศเป้าหมายการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ในข้อหามีกำลังการผลิตส่วนเกิน

ดังนั้น ก่อนถึงวันที่คาดว่า 24 ก.ค. 69 ตลาดจะอยู่ในภาวะเฝ้าระวังความเสี่ยงจากการเปลี่ยนไปใช้มาตรการเก็บภาษีใหม่ของสหรัฐภายใต้มาตรา 301 ทำให้ประเมินบรรยากาศลงทุนจะยังไม่เปลี่ยนทิศทางในเชิงโครงสร้างและยังมีความเสี่ยงด้านการส่งออกไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้อยู่

กลยุทธ์การลงทุน แนะนำเลือกลงทุนในหุ้นดีเฟนซีฟ ซึ่งทนทานต่อต้นทุนและเงินเฟ้อที่สูงกว่าในอดีตจากวิกฤตพลังงาน ได้แก่ สื่อสาร เช่น ADVANC และ TRUE การแพทย์ BDMS, BH, CHG, BCH และพาณิชย์อย่าง CPALL, CPAXT, BJC, และ CPN

รวมถึงหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรม "S-Curve" ที่ได้ประโยชน์จากนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของภาครัฐในระยะยาว เช่น ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเข้าสู่พลังงานทางเลือกใหม่ (Solar cell, EV, Data Center) ได้แก่ พลังงานสะอาด เช่น GULF, GPSC, และ BGRIM กลุ่มนิคมฯ WHA และ AMATA และทางอ้อม เช่น จำหน่ายและรับติดตั้ง Solar Rooftop อย่าง SCC, BANPU, HMPRO, GLOBAL, และ GUNKUL

ในส่วนของนักลงทุนที่อยากเก็งกำไรจากปัจจัยบวกชั่วคราวในกลุ่มส่งออก เช่น อาหาร TU, ITC และอิเล็กทรอนิกส์ DELTA, HANA, KCE แนะนำให้กำหนดจุด Stop Loss ในการเล่นรอบระยะสั้นๆ รวมทั้งต้องติดตามข่าวการยื่นอุทธรณ์ของรัฐบาลทรัมป์ และจับตาสัญญาณการปรับไปใช้มาตรการ 301 ในระยะถัดไปอย่างใกล้ชิด