มาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐกำลังทำให้เวียดนามตกอยู่ในสถานะ ‘เสียเปรียบ’ เมื่อถูกเก็บภาษีสูงกว่าประเทศคู่แข่ง พร้อมพลาดสิทธิในโครงการลดภาษีสิ่งทอ เสี่ยงกระทบความสามารถในการแข่งขัน และห่วงโซ่อุปทานของแบรนด์ระดับโลก
เวียดนาม กำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหม่ในตลาดสิ่งทอโลก หลังสหรัฐกำหนดให้สินค้านำเข้าจากเวียดนามต้องเสียภาษี “12.5%” สูงกว่าคู่แข่งในอาเซียนที่เสียเพียง 10% พร้อมตัดเวียดนามออกจากโครงการใหม่ที่เปิดทางให้บางประเทศสามารถลดหรือยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าเครื่องนุ่งห่มได้
มาตรการใหม่นี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันศุกร์ ครอบคลุมประเทศคู่ค้าของสหรัฐ 60 ประเทศ โดยรัฐบาลสหรัฐระบุว่า มีเป้าหมายกดดันประเทศที่ยังบังคับใช้กฎหมายป้องกันการใช้แรงงานบังคับได้ไม่เข้มงวด พร้อมใช้แทนมาตรการภาษีนำเข้าชั่วคราว 10% ที่กำลังจะหมดอายุ
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า แม้เวียดนามจะเป็น “ผู้ส่งออกเสื้อผ้ารายใหญ่ที่สุด” เข้าสู่ตลาดสหรัฐ แซงหน้าจีนได้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และเป็นฐานการผลิตสำคัญของแบรนด์ระดับโลกอย่าง Nike, Gap, Ralph Lauren และ Under Armour แต่กลับไม่ได้รับสิทธิใน “กลไกสิ่งทอ” (Textile Mechanism) ที่สหรัฐเตรียมจัดตั้ง
โครงการดังกล่าวเปิดให้บังกลาเทศ กัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐแล้ว สามารถ “ขอลดหรือยกเว้นภาษีเพิ่มเติม” สำหรับการส่งออกเสื้อผ้าบางส่วน ภายใต้ระบบโควตาที่เชื่อมโยงกับการนำเข้าฝ้าย และวัตถุดิบสิ่งทอจากสหรัฐ โดยมาตรการนี้จะมีอายุเบื้องต้น 3 ปี
ผลคือ เวียดนามต้องเผชิญ “ความเสียเปรียบสองชั้น” ทั้งจากการเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าคู่แข่ง และการไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่ประเทศคู่แข่งได้รับ ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม และทำให้ห่วงโซ่อุปทานของแบรนด์เสื้อผ้าระดับโลกที่พึ่งพาฐานการผลิตในเวียดนามต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น
ปัจจุบัน เวียดนามยังอยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่จีน ซึ่งยังไม่มีข้อตกลงเช่นกัน ถูกเก็บภาษีในอัตรา 12.5% เท่ากับเวียดนาม
อ้างอิง: reuters
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





