สรท. ชี้ ภาษีสหรัฐกระทบส่งออกไทย เตือนสินค้ากำไรต่ำอย่างข้าว อาหารสู้ราคาคู่แข่งลำบาก แนะรัฐเร่งลดต้นทุน-ปฏิรูประบบราชการ ก่อนกระทบส่งออกไทยระยะยาว
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวถึง กรณีที่สหรัฐอเมริกาประกาศใช้อัตราภาษีภายใต้มาตรา 301 กับประเทศคู่ค้ากว่า 60 ประเทศ ว่า ภาคเอกชนประเมินไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ไทยมีโอกาสได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม ซึ่งคาดว่าอัตราภาษีน่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไทย
ขณะที่อินโดนีเซียเป็นอีกประเทศที่ต้องจับตา เนื่องจากปัจจุบันได้รับอัตราภาษีเพียง 10% จึงยังต้องติดตามว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในระยะต่อไป
ทั้งนี้ แม้อัตราภาษีที่ประมาณ 12.5% ยังอยู่ในช่วงที่สถานการณ์ค่อนข้างนิ่ง แต่ยอมรับว่าผู้ส่งออกไทยย่อมได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะสินค้าที่มีอัตรากำไรต่ำ เช่น อาหาร ข้าว และธัญพืช ซึ่งไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อชดเชยต้นทุนได้ เนื่องจากต้องแข่งขันด้านราคากับประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะอินเดียที่มีศักยภาพการผลิตข้าวสูง และสามารถจำหน่ายได้ในราคาต่ำกว่าไทย
ยกตัวอย่างในช่วงวิกฤติความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ การส่งออกข้าวไทยไปยังตลาดตะวันออกกลางลดลงถึง 65% สะท้อนว่าการแข่งขันด้านราคามีความรุนแรง และส่งผลต่อส่วนแบ่งตลาดของไทยอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะตลาดสหรัฐ มองว่ากลุ่มสินค้าที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมสหรัฐยังสามารถประคองตัวได้ เนื่องจากเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการผลิต แต่สินค้าที่ไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่อุปทานดังกล่าวจะได้รับผลกระทบมากกว่า เพราะผู้ส่งออกไทยอาจต้องแบกรับภาระต้นทุนภาษีที่สูงกว่าคู่แข่งประมาณ 2.5%
“ แม้ภาษีนำเข้าจะเป็นภาระของผู้นำเข้าสหรัฐเป็นผู้ชำระ แต่ในทางปฏิบัติ ผู้นำเข้ามักจะขอให้ผู้ส่งออกช่วยแบ่งเบาภาระดังกล่าว เนื่องจากหากหันไปซื้อสินค้าจากประเทศที่เสียภาษีต่ำกว่า ก็จะมีต้นทุนต่ำกว่าไทย ทำให้ผู้ส่งออกไทยอาจต้องยอมลดกำไรเพื่อรักษาคำสั่งซื้อไว้” นายธนากร กล่าว
นายธนากร กล่าวว่า ผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐจะไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับไทย แต่จะกระทบห่วงโซ่การค้าโลกทั้งหมด เพราะต้นทุนการนำเข้าสินค้าของสหรัฐจะเพิ่มสูงขึ้น และสุดท้ายจะถูกผลักภาระไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่แพงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐกลับมาสูงขึ้น
เมื่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น รัฐบาลสหรัฐก็อาจต้องใช้นโยบายการเงิน และการคลังเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือออกมาตรการช่วยเหลือประชาชน ส่งผลให้เกิดวงจรการแก้ปัญหาที่ต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงมาตรการทางการค้าของประเทศมหาอำนาจย่อมส่งผลกระทบต่อทุกประเทศที่พึ่งพาการส่งออก
นายธนากร กล่าวว่า สำหรับแนวทางรับมือนั้น ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุน ทั้งการบริหารจัดซื้อวัตถุดิบ การหาแหล่งจัดซื้อใหม่ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการบริหารต้นทุนในทุกขั้นตอน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
ขณะเดียวกัน ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งทบทวนกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ ลดขั้นตอน และต้นทุนที่เกิดจากระบบราชการ รวมถึงยกเลิกกฎเกณฑ์ที่ไม่จำเป็น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้มากขึ้น
“ ประเทศคู่แข่งต่างเร่งปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อให้การค้า และการลงทุนมีความคล่องตัวมากขึ้น ดังนั้น การปฏิรูประบบราชการ และลดต้นทุนจากภาครัฐจึงเป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานต้องร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง ไม่ใช่เป็นภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว” นายธนากร กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์



