หนึ่งปีหลังความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา การปิดด่านไม่ได้กระทบแค่การเมืองหรือความมั่นคง แต่กำลังทิ้งบาดแผลทางเศรษฐกิจต่อกัมพูชาอย่างชัดเจน ทั้งการค้าทรุด การท่องเที่ยวซบเซา ธุรกิจทยอยถอนตัว และประชาชนจำนวนมากต้องสูญเสียรายได้จากการพึ่งพาเศรษฐกิจชายแดน
หนึ่งปีหลัง ความขัดแย้ง ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทุจนทั้งสองประเทศปิดด่าน และตอบโต้กันทางการค้า ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความมั่นคง แต่กำลังลุกลามสู่ “เศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนกัมพูชา” อย่างชัดเจน
เง็ด เนียน อดีตผู้ให้บริการทำเอกสารแรงงานที่เมืองปอยเปตได้เผยกับนิกเกอิ เอเชีย ว่า เคยมีรายได้ราว 30,000 บาทต่อเดือน จากการรับทำเอกสารให้แรงงาน และพ่อค้า ที่ต้องเดินทางข้ามแดนไปทำงานหรือค้าขายในประเทศไทย แต่หลังชายแดนปิดเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 เขาต้อง “ตกงาน” และหันมาขับตุ๊กตุ๊ก รายได้เหลือเพียง 170 บาทต่อวันเท่านั้น
เรื่องราวของเขาสะท้อนชะตากรรมของผู้คนอีกจำนวนมากในเมืองชายแดน ซึ่งพึ่งพาการค้า การท่องเที่ยว และการจ้างงานจากประเทศไทยเป็นหลัก
ข้อมูลรัฐบาลกัมพูชา ระบุว่า มูลค่าการค้าไทย-กัมพูชา ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 “ลดลง 40%” เหลือเพียง 1.3 พันล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่การปิดด่านทำให้ นักท่องเที่ยว ที่ผ่านด่านทางบกในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 “ลดลงถึง 70%” ส่งผลกระทบต่อธุรกิจขนส่ง โรงแรม กาสิโน และร้านค้าท้องถิ่นอย่างหนัก
การที่ไทยจำกัดการผ่านแดน และกัมพูชาตอบโต้ด้วยการห้ามนำเข้าน้ำมัน ก๊าซ ผัก และผลไม้จากไทยเมื่อเดือนมิถุนายน ปีที่แล้ว ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกัมพูชา และสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนหลายล้านคนที่พึ่งพาการค้าหรือการทำงานในไทย
นอกจากนี้ เมืองปอยเปต ซึ่งเป็น “ศูนย์กลางธุรกิจพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย และแก๊งคอลเซนเตอร์หลอกลวง” โดยการกวาดล้างของเจ้าหน้าที่ต่อสถานที่ต้องสงสัยหลายแห่งในปีนี้ ทำให้เมืองแทบกลายเป็นเมืองร้าง ยิ่งซ้ำเติมผู้ค้ารายย่อย และร้านค้าในท้องถิ่นให้ได้รับผลกระทบหนักขึ้น
ขณะเดียวกัน รัฐบาลกัมพูชาตอบโต้กลับ ด้วยการเดินหน้ารณรงค์คว่ำบาตรสินค้าไทย ทำให้หลายธุรกิจได้รับผลกระทบ โดย ปตท.และ Café Amazon เปิดเผยว่า ยอดขายในกัมพูชาช่วงไตรมาสแรกปีนี้ลดลง 72% และปั๊มน้ำมันหลายแห่งเปลี่ยนชื่อปั๊ม ปตท. เป็นแบรนด์ปั๊มท้องถิ่นอย่าง Peace Petroleum Cambodia แทน ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการโดยพี่ชายของรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมกัมพูชา
ส่วนมาม่า นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด(มหาชน) หรือผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” กล่าวว่า สถานการณ์ธุรกิจไทยในกัมพูชายังไม่ปรับตัวดีขึ้น โดยตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของบริษัทสร้างยอดขายระดับพันล้านบาท และจากความขัดแย้งเป็นเวลา 1 ปี ถือว่าสร้างผลกระทบพอสมควร
ขณะที่ The Pizza Company และ Major Cineplex ตัดสินใจ “ถอนตัว” ออกจากตลาดกัมพูชาในปีนี้
ผลกระทบดังกล่าวเริ่มสะท้อนในภาพรวมเศรษฐกิจ โดยธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีกัมพูชาปี 2569 จาก 4.3% เหลือ 3.9%
ส่วนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) “ปรับลด” คาดการณ์จีดีพีกัมพูชาเหลือ 3% จากเดิม 4% ท่ามกลางแรงกดดันทั้งจากความขัดแย้งชายแดน และภาวะเศรษฐกิจโลก
ในทางตรงกันข้าม IMF ได้ “ปรับเพิ่ม” คาดการณ์การเติบโตทาง เศรษฐกิจไทยปี 2569 จาก 1.5% เป็น 1.9% ในเดือนนี้ หลังเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกขยายตัว 2.8% สูงกว่าที่คาดไว้
โสภัล เอียร์ รองศาสตราจารย์ประจำ Thunderbird School of Global Management จากมหาวิทยาลัยรัฐแอริโซนาชี้ว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดไม่ใช่บริษัทขนาดใหญ่หรือภาครัฐ แต่คือ พ่อค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานตามแนวชายแดน ซึ่งมีเงินออมน้อย และพึ่งพาการค้าข้ามแดนเป็นหลัก แม้การหยุดชะงักเพียงชั่วคราวก็อาจสร้างผลกระทบต่อฐานะทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ด้าน เนธ เพียกตรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข้อมูลข่าวสารของกัมพูชากล่าวว่า การที่ไทยปิดชายแดน ได้สร้างความปั่นป่วนต่อเศรษฐกิจกัมพูชา ทำให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์สูงขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง และสร้างความเดือดร้อนแก่แรงงาน และผู้ประกอบการ แม้เขาจะไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมมากนัก
สำหรับ ชาวกัมพูชา จำนวนมาก การเปิดชายแดนไม่ได้หมายถึงเพียงการกลับมาของการค้า แต่ยังหมายถึงโอกาสในการกลับไปทำงาน และ “หารายได้ในประเทศไทย” อีกครั้ง ซึ่งยังคงเป็นความหวังสำคัญของผู้คนในพื้นที่ชายแดนทั้งสองฝั่ง
อ้างอิง: nikkei, กรุงเทพธุรกิจ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


