ครบ 15 ปี เครื่องบินขับไล่ Gripen C/D หรือ “กริพเพน” และเครื่องบินควบคุม และแจ้งเตือนทางอากาศ Saab 340 AEW&C เข้าประจำการ “กองทัพอากาศไทย” งานจัดขึ้น กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี โดยมี พล.อ.อุกฤษฏ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ร่วมพิธี
ภายในงานมีกิจกรรมสำคัญคือ การแสดงบินหมู่ของเครื่องบิน Gripen C/D และ Saab 340 การสาธิตสมรรถนะการบินของเครื่องบินขับไล่ Gripen การจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการปฏิบัติภารกิจของกองทัพอากาศ
ตลอดจนการแสดง Elephant Walk คชสารยาตรา หรือการเคลื่อนที่ของอากาศยานเป็นขบวนบนทางขับ (Taxiway) โดยใช้เครื่องบินขับไล่ Gripen C/D จำนวน 9 ลำ และ Saab 340 จำนวน 5 ลำ รวม 14 ลำ
สัญลักษณ์แสดงถึงความพร้อมรบ และความเป็นหนึ่งเดียวกันในการปฏิบัติภารกิจของกำลังทางอากาศ
พล.อ.อุกฤษฏ์ กล่าวว่า สิ่งต่างๆ เป็นแนวโน้มของปฏิบัติการรบยุคใหม่ในมิติทางอากาศ "หากไม่มีวิสัยทัศน์ปี 2554 เราก็จะยังไม่มีความพร้อมเหมือนในปัจจุบัน ทั้งนี้ปัจจุบันกองทัพอากาศได้ริเริ่มดำเนินโครงการจัดหาอากาศยานขับไล่ ระยะที่ 1 ที่ลงนามในสัญญาไปแล้ว 4 ลำ และโครงการดังกล่าวไม่ได้หยุดเพียงแค่นี้"
เพราะระบบนิเวศของการปฏิบัติการสงครามยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นระบบเซ็นเซอร์ หรือพื้นฐานอื่นๆ ที่จะนำเข้าไปสู่การปฏิบัติการข้ามมิติในอนาคต จะมีประสิทธิภาพสูงมากยิ่งขึ้นกว่าปัจจุบัน ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถในการปฏิบัติการรบของอากาศยาน ของกองทัพไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยเชื่อว่าในภูมิภาคนี้ไม่เป็นรองใคร
ด้าน พล.อ.อ.เสกสรร ระบุว่า เหตุการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา Gripen C/D มีบทบาทสนับสนุนปฏิบัติการร่วม 3 เหล่าทัพ เป็นผลจาก 15 ปีที่ผ่านมา โดยกองทัพอากาศมุ่งเน้นความเป็นเครือข่าย เชื่อมโยงข้อมูล ทำให้รู้ก่อน เห็นก่อน เข้าใจก่อน ตัดสินใจก่อน และลงมือก่อน ถือเป็นทิศทางที่กองทัพปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วในปีที่ 14 กริพเพนได้ทำหน้าที่ป้องกันประเทศ คือบทพิสูจน์และพิสูจน์ได้จริงๆ
โดย Gripen และ Sabb 340 เป็นเครื่องบิน 2 แบบ ที่อยู่ในภารกิจที่สำคัญมากในสถานการณ์ความขัดแย้ง และอัตราความสำเร็จที่สูงมากเกือบ 100% อาวุธที่ใช้ไม่มาก แต่จับเป้าหมายได้ทั้งสิ้น
หากพลิกปูมเครื่องบินกริพเพน เข้าประจำการ ทอ.ไทย ครั้งแรกปี 2554 แทนเครื่องบินขับไล่ F-5 ที่ปลดประจำการ หลังใช้งานมา 33 ปี เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บฝูงบิน 701 กองบิน 7 การจัดซื้อขณะนั้น มาพร้อมเครื่องบินควบคุม และแจ้งเตือนทางอากาศ SAAB 340 AEW&C โดยปักหมุดการก้าวไปสู่การเป็นกองทัพอากาศชั้นนำในภูมิภาค
การแสดงแสนยานุภาพของ“กริพเพน” นับเป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ที่มีการใช้รบครั้งแรก ในสมรภูมิชายแดนไทย-กัมพูชาปี 2568
โดยกองทัพอากาศไทยได้ส่งเครื่องบินรบกริพเพน JAS 39 เข้าปฏิบัติภารกิจสู้รบ พร้อมใช้อาวุธตอบโต้การรุกรานของกัมพูชา ที่ยิงอาวุธวิถีโค้งเข้ามาในแนวชายแดนไทย บริเวณ “ภูมะเขือ” และ“ปราสาทตาเมือนธม”
เป็นโอกาสให้ทหารไทยสามารถเข้ายึดพื้นที่ ปักธงชาติไทยที่ภูมะเขือได้เบ็ดเสร็จ พร้อมขับไล่ทหารกัมพูชาพ้นจากพื้นที่ หลังรุกล้ำอธิปไตยไทยมาถึง 14 ปี พร้อมทำลายกระเช้าและบันได ที่ใช้เป็นเส้นทางสนับสนุนกำลังบำรุงจนสิ้นซาก ควบคู่การปกป้อง“ปราสาทตาเมือนธม”
ปัจจุบันกองทัพอากาศไทย เดินหน้าจัดซื้อเครื่องบินขับไล่โจมตีกริพเพน (Gripen E/F) จากประเทศสวีเดน ระยะที่ 1 จำนวน 4 ลำ วงเงิน 19,500 ล้านบาท จากแผนจัดซื้อทั้งหมด 12 ลำ หรือ 1 ฝูงบิน ใช้งบประมาณ 68,000 ล้านบาท ยุคพล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล เป็น ผบ.ทอ.
การลงนามในสัญญาจัดซื้อระหว่างไทย-สวีเดน เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วัน หลังเครื่องบินกริพเพนออกปฏิบัติภารกิจชายแดนไทย-กัมพูชา ท่ามกลางเสียงเรียกร้องของกัมพูชาให้สวีเดนระงับการขายเครื่องบินกริพเพนให้กับ ทอ.ไทย
หากย้อนดูคำกล่าว “มาริษ เสงี่ยมพงษ์” รมว.ต่างประเทศ ในขณะนั้น เป็นผู้แทนรัฐบาลไทยไปลงนามสัญญา ได้ระบุว่า การลงนามครั้งนี้ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่สวีเดน และประชาคมโลก ภายหลังจากสถานการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกองทัพไทยได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ และการปฏิบัติตามหลักสากลอย่างชัดเจน
ปฏิบัติการทางทหารของกริพเพน แสดงให้เห็นว่าไทยไม่มีแนวคิดที่จะใช้อาวุธเพื่อรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน เป้าหมายทางทหารที่ไทยยึดถือได้แสดงให้ประชาคมโลกตระหนักว่า เราปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด
"ปฏิบัติการทั้งหมดไม่ได้ล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่ของกัมพูชา แต่เทคโนโลยีที่ทันสมัยทำให้สามารถทำลายเป้าหมายทางทหารของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแม่นยำ ซึ่งแตกต่างสิ่งที่กัมพูชาใช้อาวุธกับไทย มุ่งเน้นไปที่การรุกรานและโจมตีเป้าหมายของพลเรือน” มาริษ ระบุ
ด้วยเหตุสถานการณ์โลกและภูมิภาค รวมถึงปัญหาภัยคุกคามของไทย เป็นตัวเร่งให้เราต้องได้เครื่องบินเข้าประจำการเร็วขึ้น โดยกองทัพอากาศมีแผนที่จะนำเข้าประจำการกองบิน 1 จ.นครราชสีมา ทดแทนเครื่องบิน F16 ที่จะทยอยปลดประจำการ
สำหรับแผนการจัดส่งเครื่องบิน เดิมทีสวีเดนจะเริ่มจัดส่งให้ไทยในปี 2572 ปีละ 2 ลำ จนครบ 1 ฝูงบิน แต่คาดว่าจะขยับเวลาให้เร็วขึ้น และเข้าประจำการได้ครบภายในปี 2575
อีกด้านหนึ่งชายแดนไทย-กัมพูชา พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วย ผบ.ทอ. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย-กัมพูชา (JIC) พร้อมคณะ ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี และศรีสะเกษ บูรณาการเตรียมความพร้อมปกป้องอธิปไตย เพื่อตรวจสอบแต่ละพื้นที่
มีการกำหนดความเร่งด่วนเป้าหมายทางทหารอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะระยะสำคัญ ที่สามารถส่งผลกระทบต่อยุทธบริเวณฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้มั่นใจว่า เป้าหมายระเบิดทุกลูกที่ทิ้งลงไป ต้องได้รับผลกระทบอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด บนพื้นฐานของกฎการใช้กำลัง และกฎหมายระหว่างประเทศ
“ครั้งนี้เรามีความพร้อมมากกว่า 2 ครั้งที่ผ่านมา ปัจจุบันเราอยู่บนที่สูงที่เรายึดครองพื้นที่ได้ ด้วยศักยภาพกองกำลังทางบก ทางเรือและทางอากาศ ดังนั้นการที่กัมพูชาจะเข้ามาตีเรา ไม่ใช่เรื่องง่าย"
"สำหรับการปฏิบัติการร่วมของ 3 เหล่าทัพ ตามหลักนิยมของกองทัพไทย เราปฏิบัติการร่วมกันอยู่แล้ว ตามแผนป้องกันชายแดนจะมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด การปฏิบัติไม่มีตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมา ไม่มีประเทศไหนที่ประณามประเทศไทย” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว
ครบรอบ 15 ปี เครื่องบินขับไล่กริพเพน และเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศ Saab 340 AEW&C เข้าประจำการ ทอ. เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของเครื่องบินรบที่ใช้ปกป้องอธิปไตยไทย
นอกจากนี้ ยังมีเครื่องบิน F-16 ที่ปฏิบัติภารกิจเคียงคู่กริพเพน และรับใช้ ทอ.มาอย่างเข้มแข็งกว่า 37 ปี รวมถึงเครื่องบินรุ่นอื่นที่มีความพร้อมรบ เช่น Alpha Jet เครื่อง F-5
ตอกย้ำศักยภาพกองทัพอากาศ ในภารกิจปกป้องอธิปไตย เพราะ“ศึกชายแดนไทย-กัมพูชา” ยังมีตอนต่อไป


