‘นิกเกิล’ คือหัวใจของรถยนต์ไฟฟ้า แต่เบื้องหลังการผลิตอาจต้องแลกด้วยชีวิตแรงงานและความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม รายงานล่าสุดชี้ว่า อินโดนีเซีย ซึ่งเป็น ‘ผู้ผลิตนิกเกิลอันดับหนึ่ง’ ของโลก กลายเป็นประเทศที่มีข้อกล่าวหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด
ท่ามกลางความต้องการ “แร่นิกเกิล” สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่กำลังสร้างคำถามใหม่ว่า โลกกำลังแลกการเปลี่ยนผ่านสู่ “พลังงานสีเขียว” ด้วยต้นทุนด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมหรือไม่
รายงานฉบับล่าสุดของ Business & Human Rights Resource Centre (BHRC) องค์กรไม่แสวงหากำไรจากสหราชอาณาจักร ระบุว่า ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับ “ห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญของจีน” มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงปี 2566-2568 โดย “อินโดนีเซีย” เป็นประเทศที่มีข้อกล่าวหามากที่สุดในโลก
BHRC ติดตามข้อมูลการลงทุนของบริษัทจีนในห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ 11 ชนิด ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เช่น นิกเกิล ลิเทียม ทองแดง และโคบอลต์ ครอบคลุม 24 ประเทศทั่วโลก
ผลการสำรวจพบข้อกล่าวหารวม 326 กรณีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยอินโดนีเซียมีมากที่สุดถึง 96 กรณี ตามมาด้วยคองโก 52 กรณี เมียนมา 36 กรณี เซอร์เบีย 32 กรณี และซิมบับเว 20 กรณี
ข้อกล่าวหาเกือบทั้งหมดของอินโดนีเซียเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนิกเกิล ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วจากการลงทุนมหาศาลของบริษัทจีนหลายสิบแห่ง รวมถึงผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่อย่าง CATL
การลงทุนดังกล่าว ทำให้อินโดนีเซียก้าวขึ้นเป็น “ผู้ผลิตนิกเกิลรายใหญ่ที่สุดของโลก” โดยนิกเกิลเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตทั้งสเตนเลสและแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าความหนาแน่นสูง
อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วกลับมาพร้อมข้อกล่าวหาหลากหลาย ตั้งแต่สภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย อุบัติเหตุในโรงงาน การเสียชีวิตของคนงาน ไปจนถึงมลพิษจากเหมืองและโรงถลุงนิกเกิลบนเกาะสุลาเวสีและหมู่เกาะมาลูกู
เหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดเกิดขึ้นในปี 2566 เมื่อเตาหลอมของโรงถลุงนิกเกิลที่ดำเนินการโดย Indonesia Tsingshan Stainless Steel ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของยักษ์ใหญ่จีน Tsingshan ระเบิดในจังหวัดสุลาเวสีกลาง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 21 คน
รายงานยังระบุว่า ปัจจุบัน “นิกเกิล” แซงหน้าทองแดง กลายเป็นแร่ที่เชื่อมโยงกับข้อกล่าวหามากที่สุด ขณะที่ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับ “ลิเทียม” ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
หนึ่งในประเด็นที่นักวิจัยกังวลมากที่สุด คือการขยายตัวของโรงถลุงนิกเกิลที่ใช้เทคโนโลยี High-Pressure Acid Leach (HPAL) ซึ่งบริษัทจีนนำมาใช้แพร่หลายในอินโดนีเซีย
เอียน ฮิสค็อก นักวิจัยด้านแร่สำคัญจาก Energy Shift Institute อธิบายว่า โรงงาน HPAL ผลิตกากของเสียปริมาณมหาศาลที่มี “สารพิษตกค้าง” หากจัดเก็บไม่เหมาะสมจะก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมากต่อสิ่งแวดล้อม
งานวิจัยในอินโดนีเซียยังพบหลักฐานว่า สารเคมีก่อมะเร็งบางชนิดรั่วไหลลงสู่ดินบริเวณที่เก็บกากแร่ ขณะที่ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 ราย จากเหตุเขื่อนกักเก็บกากแร่พัง
ฮิสค็อกเตือนว่า หากโครงการนิกเกิลยังขยายตัวในอัตราปัจจุบัน ปริมาณกากแร่จากโรงงาน HPAL จะเพิ่มขึ้น “เป็น 10 เท่า” ภายในอีก 5-10 ปีข้างหน้า และหากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม อาจนำไปสู่การเสียชีวิตเพิ่มขึ้น การปนเปื้อนของแหล่งน้ำ และการทำลายระบบนิเวศในวงกว้าง
รายงานของ BHRC สะท้อนว่า เมื่อความต้องการแร่สำหรับพลังงานสะอาดทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความท้าทายไม่ได้อยู่เพียงการผลิตแร่ให้เพียงพอ แต่ยังรวมถึงการ “ยกระดับมาตรฐาน” ห่วงโซ่อุปทานเหล่านี้ โดยไม่แลกมาด้วยชีวิตของแรงงานและความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม
อ้างอิง: nikkei, Business




