วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘ดีอาร์คองโก’ เปิดฉากส่งออก 'ลิเธียม' ป้อน 'จีน' ปลดล็อกเหมืองแร่หินแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Business Insider Africa รายงานว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) ส่งออกแร่ลิเธียมเป็นครั้งแรกของประเทศ โดยมีปลายทางมุ่งหน้าสู่ประเทศจีน ผ่านการดำเนินการของ Zijin บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเหมืองแร่สัญชาติจีน ตอกย้ำการขยายอิทธิพลของจีนในอุตสาหกรรมแร่สำคัญของแอฟริกา ท่ามกลางกระแสการตื่นตัวของชาติต่างๆ ในภูมิภาคที่พยายามจำกัดการส่งออกวัตถุดิบ เพื่อผลักดันให้เกิดการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ

รายงานข่าวจากแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการเหมืองแร่เปิดเผยว่า Zijin ได้เริ่มการส่งออกแร่ลิเธียม (Lithium concentrate) จากโครงการมาโนโน (Manono project) ในดีอาร์คองโกตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้ หลังจากโรงงานแปรรูปของโครงการเริ่มเดินสายการผลิตได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หรือเร็วกว่ากำหนดการเดิมถึง 1 เดือน

ปัจจุบัน สินค้าล็อตนี้อยู่ระหว่างการขนส่งทั้งทางบกและทางน้ำ โดยคาดว่าจะเดินทางถึงโรงกลั่นในจีนภายในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งแหล่งข่าวได้ยืนยันว่าผลผลิตทั้งหมดของโครงการในขณะนี้จะถูกส่งตรงไปยังประเทศจีนเท่านั้น

โครงการมาโนโนได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในแหล่งทรัพยากรแร่ลิเธียมหินแข็ง (Hard-rock lithium resources) ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา เป็นขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันดำเนินการภายใต้กิจการร่วมค้าที่ Zijin เข้าถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 54.9% ขณะที่ Cominiere บริษัทเหมืองแร่ของรัฐถือหุ้น 35.1% และรัฐบาลดีอาร์คองโกถือหุ้นส่วนที่เหลืออีก 10%

สำนักข่าว Reuters ระบุว่า โครงการนี้เคยเผชิญกับข้อพิพาท หลังจากรัฐบาลดีอาร์คองโกตัดสินใจเพิกถอนใบอนุญาตของ AVZ Minerals บริษัทเหมืองแร่สัญชาติออสเตรเลีย และจัดสรรสิทธิประโยชน์ในแหล่งแร่ดังกล่าวใหม่

การเริ่มต้นส่งออกลิเธียมในครั้งนี้ตอกย้ำความแข็งแกร่งและจุดยืนของบริษัทเหมืองแร่จีนในคองโก ซึ่งก่อนหน้านี้มีบริษัทจีนรายใหญ่อย่าง CMOC และ Huayou Cobalt เข้าไปเริ่มดำเนินกิจการอยู่ก่อนแล้ว ในทางตรงกันข้าม บริษัท KoBold Metals ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐ และเป็นผู้ถือสิทธิในการสำรวจพื้นที่แปลงติดกับเหมืองมาโนโน กลับต้องเผชิญกับอุปสรรคและต้องชะลอการก่อสร้างออกไป จนกว่าข้อพิพาททางกฎหมายที่ยืดเยื้อเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของโครงการจะได้รับการยุติอย่างสมบูรณ์

แม้ทวีปแอฟริกาจะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรที่หลากหลาย ตั้งแต่สินค้าเกษตรสำคัญอย่างโกโก้ ไปจนถึงแร่ธาตุสำคัญ เช่น ทองคำ เพชร โคบอลต์ และลิเธียม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอดคือ ประเทศผู้ส่งออกทรัพยากรเหล่านี้กลับยังคงด้อยพัฒนา ซึ่งประเด็นดังกล่าวได้กลายมาเป็นความกังวลหลักของบรรดาผู้นำแอฟริกาในปัจจุบัน

หลายประเทศจึงเริ่มดำเนินมาตรการสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างนี้ และปูทางสู่แนวคิด "ชาตินิยมด้านทรัพยากร" (Resource nationalism) และมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ (Domestic value addition) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้นำและตัวแทนจากประเทศผู้ผลิตโกโก้รายใหญ่ของแอฟริกา ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกรวมกันถึง 70% ของโลก ได้ร่วมประชุมกันที่กรุงอาบูจา ประเทศไนจีเรีย เพื่อลงนามในข้อตกลงสำคัญ

ข้อตกลงดังกล่าวนำไปสู่การก่อตั้ง "พันธมิตรเพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มโกโก้" (Cocoa Value Addition Alliance) โดยมีเป้าหมายเพื่อยุติการส่งออกเมล็ดโกโก้ดิบ และหันมาสนับสนุนอุตสาหกรรมการแปรรูปและการผลิตในประเทศแทน เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดโลกที่สูงขึ้น ซึ่งไนจีเรียได้ตอบสนองต่อแนวทางนี้ทันทีด้วยการประกาศสั่งห้ามส่งออกเมล็ดโกโก้ดิบอย่างเข้มงวด เพื่อบังคับให้เกิดอุตสาหกรรมการบดและแปรรูปในประเทศ

ในส่วนของภาคเหมืองแร่ ประเทศซิมบับเวได้นำหน้าใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการสั่งห้ามส่งออกแร่ลิเธียมดิบที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป เพื่อบีบให้กลุ่มทุนต้องเข้ามาสร้างโรงกลั่นภายในประเทศแทนการส่งออกไปสกัดในต่างแดน ขณะนี้ยังมีอีกหลายประเทศในแอฟริกาที่กำลังนำกรอบนโยบายลักษณะเดียวกันนี้มาบังคับใช้ เพื่อจำกัดการจัดส่งวัตถุดิบดิบทั้งหมดไปยังตลาดของชาติตะวันตกและเอเชีย

หากความพยายามในการเก็บรักษาทรัพยากรไว้พัฒนาต่อยอดในประเทศของชาติต่างๆ เหล่านี้ประสบความสำเร็จ จะกลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้กระบวนการปรับโครงสร้างสู่การเป็นอุตสาหกรรมของทวีปแอฟริกาเติบโตอย่างก้าวกระโดด และท้ายที่สุดจะช่วยเปิดโอกาสให้ประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรเหล่านี้ สามารถเก็บเกี่ยวสัดส่วนรายได้มหาศาลที่เกิดจากความมั่งคั่งทางธรรมชาติของตนเองได้มากขึ้น