การเร่งสร้างดาต้าเซนเตอร์ AI กำลังเผชิญแรงต้านครั้งใหญ่ในสหรัฐ หลายชุมชนหวั่น ต้องแลกมาด้วยการใช้น้ำ และไฟฟ้ามหาศาล ขณะที่ผลสำรวจของ Reuters/Ipsos พบว่า มีชาวอเมริกันเพียง 1 ใน 3 ที่เห็นด้วยกับการเร่งสร้างดาต้าเซนเตอร์ และมีเพียง 14% เท่านั้น ที่ยินดีให้มีโครงการลักษณะนี้มาตั้งในชุมชนของตนเอง
กระแสลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ในสหรัฐกำลังเผชิญ “แรงต้านครั้งใหญ่” เมื่อดาต้าเซนเตอร์ ซึ่งเป็นหัวใจของระบบ AI ถูกมองว่าแลกมาด้วยต้นทุนมหาศาล ทั้งการใช้น้ำ ปริมาณไฟฟ้า และการสูญเสียพื้นที่เกษตร จนหลายชุมชนเริ่มลุกขึ้นคัดค้านโครงการนี้อย่างจริงจัง
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า กรณีล่าสุดเกิดขึ้นที่เมืองซาลีน รัฐมิชิแกน ชุมชนเกษตรกรรมที่มีประชากรเพียง 2,400 คน แต่กำลังจะเป็นที่ตั้งของ “โครงการ Stargate” มูลค่า 16,000 ล้านดอลลาร์ ของกลุ่ม Oracle, OpenAI และพันธมิตร บนพื้นที่กว่า 630 ไร่
แม้ผู้พัฒนายืนยันว่า โครงการดาต้าเซนเตอร์นี้จะสร้างงานหลายพันตำแหน่ง และสร้างรายได้ภาษีจำนวนมาก แต่ชาวบ้านกลับกังวลว่า สิ่งที่ต้องแลกคือ แหล่งน้ำใต้ดิน การใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล เสียงรบกวน และการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ชนบทอย่างถาวร หลายคนหวั่นว่า ค่าไฟในอนาคตอาจสูงขึ้น ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกจะค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยอาคารเซิร์ฟเวอร์ขนาดยักษ์
“คนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการโครงการขนาดมหึมาแบบนี้ในพื้นที่ของเรา” แทมมี บรูโน แกนนำการคัดค้านโครงการกล่าว “สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ การปกป้องพื้นที่เกษตรกรรม”
ความกังวลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในมิชิแกน หลายรัฐทั่วสหรัฐเริ่มเผชิญกระแสต่อต้านในลักษณะเดียวกัน เช่นใน Washington Township และ Augusta จนบางโครงการต้องยกเลิกหรือชะลอการพัฒนา หลังประชาชนรวมตัวคัดค้านอย่างหนัก
ผลสำรวจของ Reuters/Ipsos เมื่อเดือนมิถุนายน ยิ่งตอกย้ำกระแสดังกล่าว โดยพบว่ามีชาวอเมริกัน “เพียง 1 ใน 3” ที่เห็นด้วยกับการเร่งสร้างดาต้าเซนเตอร์ และ “มีเพียง 14% เท่านั้น” ที่ยินดีให้มีดาต้าเซนเตอร์มาตั้งในชุมชนของตนเอง
แรงต้านที่ขยายวงกว้าง กำลังกลายเป็นแรงกดดันทางการเมือง ผู้สมัครเลือกตั้ง และรัฐบาลกลางต้องเผชิญคำถามสำคัญว่า สหรัฐควรเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI เพื่อแข่งขันกับจีน หรือควรชะลอเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ และคุณภาพชีวิตของประชาชน
เมื่อ AI ต้องการดาต้าเซนเตอร์มากขึ้นเรื่อยๆ ความขัดแย้งระหว่าง “การเติบโตทางเทคโนโลยี” กับ “ต้นทุนที่ชุมชนต้องรับ” กำลังกลายเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ที่สุดในยุค AI
กรณีเมืองซาลีน รัฐมิชิแกน สะท้อนความขัดแย้งดังกล่าวอย่างชัดเจน แม้คณะกรรมการท้องถิ่นจะลงมติปฏิเสธการเปลี่ยนผังเมืองเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล Stargate แต่สุดท้ายต้องยอมเปิดทางให้โครงการเดินหน้าต่อ หลังถูกผู้พัฒนาโครงการฟ้องร้อง โดยแลกกับผลประโยชน์ชุมชนมูลค่า 14 ล้านดอลลาร์ พร้อมการกำหนดมาตรการควบคุมการใช้น้ำ และระดับเสียง
โครงการเริ่มก่อสร้างอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน โดยมีเกรตเชน วิตเมอร์ ผู้ว่าการรัฐมิชิแกนจากพรรคเดโมแครต และแซม อัลต์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenAI เข้าร่วมพิธี
ผู้พัฒนาโครงการระบุว่า ศูนย์ข้อมูลจะสร้างงานหลายพันตำแหน่ง และรายได้ภาษีจำนวนมหาศาล ขณะที่ Oracle ยืนยันว่า จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านพลังงานทั้งหมด ไม่กระทบค่าไฟของประชาชน ส่วน Related Digital ระบุว่า จะใช้ระบบระบายความร้อนแบบปิดเพื่อปกป้องทรัพยากรน้ำ
อย่างไรก็ตาม กระแสการคัดค้านในระดับท้องถิ่นยังคงรุนแรง เพราะกังวลผลกระทบต่อแหล่งน้ำ พื้นที่เกษตร และค่าไฟฟ้า รวมถึงไม่แน่ใจว่ามาตรการที่บริษัทกล่าวอ้างจะทำได้จริงหรือยั่งยืนเพียงใด
“เราแค่รู้สึกว่า ไม่ยุติธรรมเลยที่คณะกรรมการของเราถูกบีบให้ต้องอยู่ในสถานการณ์นี้” บรูโน นักเคลื่อนไหวเพื่อชุมชนกล่าว เธอกังวลเกี่ยวกับเรื่องการปนเปื้อนของน้ำบาดาล และค่าไฟฟ้า
เธอกล่าวว่าไม่ใช่คนเดียวที่คิดเช่นนี้ เพราะการคัดค้านมีอยู่ทั่วทุกกลุ่มการเมือง โดยกล่าวว่า “เราได้พบปะผู้คนตั้งแต่กลุ่มขวาจัดไปจนถึงซ้ายจัด และกลุ่มที่อยู่ตรงกลาง”
ด้านเบเวอร์ลีย์ คินเคด วัย 56 ปี ซึ่งเป็นรีพับลิกันที่อาศัยอยู่ใกล้กับเขตดังกล่าวว่า “ดาต้าเซนเตอร์” จะเป็นประเด็นสำคัญสำหรับการตัดสินใจลงคะแนนเสียงของเธอในเดือนพฤศจิกายน นี้ เธอกล่าวถึงสถานการณ์ในซาลีนว่า ‘กลุ่มทุนใหญ่เข้ามาใช้อำนาจบีบบังคับ’
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


