วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน 2569

Login
Login

‘ทรัมป์’ อาจสั่งถล่มอิหร่านต่อ หลังเลือกตั้งกลางเทอม ขอพักรบ กังวลคะแนนเสียงหาย

ประธานาธิบดีทรัมป์ อาจสั่งถล่มอิหร่านต่อ หลังการเลือกตั้งกลางเทอมเสร็จสิ้น ช่วงนี้เลือกพักรบและกดดันทางเศรษฐกิจแทน เพราะกังวลคะแนนเสียงหาย หลังผลสำรวจพบว่าประชาชนไม่พอใจการทำสงครามกับอิหร่านมากขึ้น

แหล่งข่าว 4 ราย ที่ทราบเกี่ยวกับการหารือ เผยว่า ผู้ช่วยระดับสูงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังผลักดันให้สหรัฐระงับสงครามกับอิหร่านไม่ให้บานปลาย ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพ.ย. เพื่อป้องกันไม่ให้พรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงสนับสนุน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่นำมาใช้ในช่วงที่กำลังตึงเครียด เนื่องจากสหรัฐและอิหร่านต่างโจมตีกันไปมาตลอดหลายคืนที่ผ่านมา

แหล่งข่าว กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวจะพิจารณาเพิ่มปฏิบัติการทางทหารหลังการลงคะแนนเสียงในวันที่ 3 พ.ย. แต่การกลับไปสู่ความขัดแย้งเต็มรูปแบบนั้นยังไม่แน่นอน กองทัพสหรัฐ กล่าวว่า การโจมตีครั้งล่าสุดเป็นการตอบโต้การโจมตีต่อกองกำลังอเมริกันและเรือเดินทะเลในภูมิภาคเมื่อเร็วๆ นี้

แหล่งข่าวระบุว่า ขณะนี้ฝ่ายบริหารต้องการใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านมากขึ้น เพื่อบีบให้อิหร่านยอมอ่อนข้อในการเจรจาในอนาคต หลังจากปฏิบัติการทางทหารหลายเดือนที่ผ่านมาไม่ประสบผลสำเร็จ

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวคนหนึ่งกล่าวว่า “เรายังคงกดดันอิหร่านอยู่ แต่เดือนพฤศจิกายนเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก”

แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว 3 ราย กล่าวว่า การควบคุมสงครามให้อยู่ในวงจำกัดจนถึงเวลานั้น จะช่วยป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งที่ไม่เป็นที่นิยมเป็นประเด็นร้อน ในขณะที่พรรครีพับลิกันของทรัมป์กำลังหาเสียงเพื่อรักษาเสียงข้างมากในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร

จากผลสำรวจของรอยเตอร์/อิปซอสเมื่อปลายเดือนสิงหาคม พบว่า มีชาวอเมริกันเพียง 31% เท่านั้นที่เห็นด้วยกับการทำสงคราม ขณะที่ 63% ไม่เห็นด้วย และผู้ลงคะแนนเสียงยังไม่พอใจเป็นพิเศษต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

'อิหร่าน' จ้องทำลายความสงบ?

แหล่งข่าวกล่าวว่า การหยุดยิงชั่วคราวอาจทำให้กองทัพสหรัฐมีเวลาหายใจ และเติมเต็มคลังกระสุนที่ร่อยหรอไปมากแล้ว

อย่างไรก็ตาม การใช้กลยุทธ์ที่ใจเย็นลง ดูเหมือนจะประสบความยากลำบากขึ้นทุกวัน แม้ความขัดแย้งช่วงนี้รุนแรงน้อยกว่าในช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือช่วงที่ปะทุขึ้นกลางฤดูร้อน เนื่องจากทั้งสองฝ่ายโจมตีตอบโต้กันไปมาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์กล่าวว่า ผู้นำอิหร่านที่ฮึกเหิมมากขึ้นหลังจากขัดขวางการจราจรเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซมาหลายเดือน และเผชิญกับความไม่สงบภายในประเทศเล็กน้อย มีแนวโน้มที่จะโจมตีเป้าหมายของสหรัฐและพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียอย่างต่อเนื่อง รวมถึงฐานทัพ เรือ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยคาดว่าอาจมีการโจมตีเป็นระยะๆ

สหรัฐก็อาจเผชิญกับแรงกดดันให้ตอบโต้ ซึ่งนำไปสู่การยกระดับปฏิบัติการทางทหารที่อาจพาทั้งสองฝ่ายกลับสู่สงครามทางอากาศเต็มรูปแบบ ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลทรัมป์ต้องการหรือไม่ก็ตาม

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐโจมตีฐานยิงจรวดบนเกาะลารักของอิหร่าน ทำให้อิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้ไปยังจอร์แดนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต่อมาในวันอังคาร (1 ก.ย.) สหรัฐโจมตีเป้าหมายของอิหร่านเพิ่มเติมบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นการปะทะครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม การปะทะครั้งใหม่นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งทหารและพลเรือนในอิหร่าน

“ระบอบการปกครองของอิหร่านมีแรงจูงใจทุกอย่างที่จะทำลาย ‘ความสงบ’ ซึ่งไม่ใช่ความสงบที่แท้จริงเลย เพราะเป้าหมายที่ชัดเจนของรัฐบาล(สหรัฐ) คือการเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านอย่างมหาศาล” บาร์บารา ลีฟ อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศด้านตะวันออกกลางในสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าว

“ทรัมป์” ตัวแปรที่ไม่แน่นอน

รอยเตอร์ระบุว่า อีกหนึ่งตัวแปรที่ไม่แน่นอนก็คือ “ทรัมป์” เอง

ผลสำรวจของรอยเตอร์/อิปซอสระบุว่า คะแนนความนิยมประธานาธิบดี ลดลงจาก 40% เหลือ 33% นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น แหล่งข่าวกล่าวว่า ขณะนี้เขายังไม่สนใจที่จะยกระดับความขัดแย้ง แต่ทรัมป์ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำที่เปลี่ยนใจง่าย และอาจเปลี่ยนท่าทีเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทรัมป์ขู่ว่าจะยกระดับความขัดแย้งหากอิหร่านตอบโต้การโจมตีครั้งล่าสุดของสหรัฐด้วย

แต่ในวันพุธที่ผ่านมา ทรัมป์ไม่คิดว่าปฏิบัติการทางทหารครั้งใหม่จะกินเวลานาน และย้ำจุดยืนของตนเองอีกครั้งว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงไม่ได้เป็นปัจจัยในการกำหนดยุทธศาสตร์ของเขาต่ออิหร่าน

 

อ้างอิง: Reuters