ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง
รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (10 - 16 ก.ค. 69)
สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อตลาดน้ำมัน โดยความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในอิหร่านและเพิ่มแรงกดดันทางทะเลในพื้นที่ ส่งผลให้ตลาดกังวลต่อความเสี่ยงการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้ว่าปริมาณเรือที่ผ่านเส้นทางดังกล่าว โดยเฉพาะเรือ VLCC เพิ่มขึ้นก็ตาม ขณะที่การเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายยังไม่มีความคืบหน้า
ด้านสงครามรัสเซีย - ยูเครนยังคงตึงเครียด หลังจากยูเครนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของกองเรือเงารัสเซียเพื่อสกัดเส้นทางขนส่งน้ำมัน ขณะที่ EIA ปรับลดคาดการณ์การเติบโตอุปสงค์น้ำมันโลกในปี 2569 และ 2570 จากประมาณการเดิม และปริมาณสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ของสหรัฐฯ
ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 40 ปี จากการระบายน้ำมันเพื่อบรรเทาภาวะอุปทานตึงตัวช่วงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านอุปทานและความมั่นคงพลังงานยังคงเป็นประเด็นที่ตลาดต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้
• สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง โดยสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านที่เมือง Bandar Abbas, Sirik, Chabahar และ Bushehr พร้อมปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน และส่งสัญญานว่าการเจรจาสิ้นสุดลง หลังจากอิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางหลายแห่ง
ซึ่งบ่งชี้ถึงความเปราะบางของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้ตลาดเกิดความกังวลต่อความเสี่ยงการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจเผชิญภาวะชะงักงันอีกครั้ง นอกจากนี้สหรัฐฯ กลับมาคว่ำบาตรต่อน้ำมันอิหร่านอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ ออกใบอนุญาตให้อิหร่านขายน้ำมันและปิโตรเคมีช่วงวันที่ 22 มิ.ย. ถึง 21 ส.ค. 69 ตามบันทึกความเข้าใจ (MOU)
• ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชี กล่าวว่า การเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เพื่อบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายจะไม่สามารถเริ่มต้นได้ หากสหรัฐฯ ยังคงใช้ท่าทีข่มขู่อิหร่าน โดยคำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ ต้องการให้ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านบรรลุแล้วเสร็จ มิฉะนั้นจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่ออิหร่าน พร้อมทั้งขู่ว่าจะโจมตีสะพานและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน
• ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนยังคงตึงเครียด เนื่องจากกองทัพยูเครน เปิดเผยว่า ได้ส่งโดรนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของกองเรือของรัสเซียซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงเชื้อเพลิงไปยังคาบสมุทรไครเมีย โดยปฏิบัติการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเพิ่มแรงกดดันเพื่อตัดเส้นทางสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ของรัสเซียในพื้นที่ที่ถูกยึดครอง
ทั้งนี้ ยูเครนระบุว่า สามารถโจมตีเรือที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรได้ 8 ลำ ในทะเลอาซอฟ และต่อมาได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันเพิ่มเติมอีก 2 ลำ
• รายงานฉบับเดือน ก.ค. 69 ของ EIA คาดการณ์อัตราการเติบโตอุปสงค์น้ำมันโลกปี 69 อยู่ที่ลดลง 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว โดยเป็นการปรับลดลง 0.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากคาดการณ์ครั้งก่อนหน้า และปี 2570 อยู่ที่เพิ่มขึ้น 2.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน เทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว โดยเป็นการปรับลดลง 0.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากการคาดการณ์ครั้งก่อนหน้า
นอกจากนี้ปริมาณสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ในสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 3 ก.ค. 69 ลดลง 6.2 ล้านบาร์เรล จากสัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับ 319.5 ล้านบาร์เรล โดยเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 43 ปี ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ มีนโยบายที่จะระบายน้ำมันออกจาก SPR ปริมาณรวม 172 ล้านบาร์เรล ตามข้อตกลงกับ IEA เพื่อลดภาวะอุปทานขาดแคลนในช่วงสงครามตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ปริมาณสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์และเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ตั้งแต่เริ่มสงครามตะวันออกกลางในปลายเดือน ก.พ. 69 ลดลงรวม 120.71 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 734 ล้านบาร์เรล และเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 42 ปี
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (3 - 9 ก.ค. 69)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 1.31 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 70.66 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 2.23 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 74.52 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เนื่องจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียด
หลังอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันดิบซาอุดิอาระเบียและเรือบรรทุก LNG ซึ่งขนส่ง จากท่า Ras Laffan บริเวณอ่าวโอมานจนเกิดเพลิงไหม้ รวมถึงโจมตีเรือขนส่งสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม Reuters รายงานสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ผลิตน้ำมันในเดือน มิ.ย. 69 เพิ่มขึ้น 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวันเทียบกับเดือนก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 3.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน และสูงกว่าช่วงก่อนสงครามตะวันออกกลางในเดือน ก.พ. ที่ระดับ 3.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ทั้งนี้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยุติการเป็นสมาชิก OPEC ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 69 ขณะที่สหรัฐฯ รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการ (Services PMI) ของสหรัฐฯ ในเดือนมิ.ย. 69 ลดลง 0.5 จุด เทียบกับเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 54.0 จุด อย่างไรก็ตาม ยังอยู่ในระดับที่สูงกว่า 50 จุด บ่งชี้ถึงภาวะขยายตัว
ด้านสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 3 ก.ค. 69 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3 ล้านบาร์เรลสู่ระดับ 411.4 ล้านบาร์เรล


