วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น สหรัฐ-อิหร่านโจมตีตอบโต้กันต่อเนื่อง

ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยาน หลังสหรัฐ-อิหร่านเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันไปมา อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐสวนกลับ อ้างฮอร์มุซยังเปิดให้เรือสัญจร

บลูมเบิร์ก รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบปรับตัวพุ่งสูงขึ้นหลังจากสหรัฐ และอิหร่านได้เปิดฉากโจมตีตอบโต้กันครั้งใหม่ ท่ามกลางแถลงการณ์ที่ขัดแย้งกันของทั้งสองฝ่ายว่าช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดให้เดินเรือขนส่งสินค้าอยู่หรือไม่

 

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งทะลุ 78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเช้าวันจันทร์ (13 ก.ค.69) หลังจากปรับตัวขึ้นมาแล้ว 5.4% เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ซื้อขายกันใกล้ระดับ 74 ดอลลาร์ ส่วนราคาก๊าซธรรมชาติของยุโรปปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 2.7% ทางด้านอิหร่านระบุว่า ช่องแคบดังกล่าวจะปิดให้บริการนับจากนี้ "จนกว่าจะมีประกาศให้ทราบต่อไป" ซึ่งคำแถลงนี้ถูกปฏิเสธโดยกองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) ที่ระบุว่า กองกำลังของตนได้เริ่มการโจมตีเพิ่มเติมเพื่อรับรองเสรีภาพในการเดินเรือผ่านเส้นทางน้ำนี้

สหรัฐโจมตีอิหร่านระลอกที่ 4 

การโจมตีในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ตามเวลาสหรัฐ(เช้าวันจันทร์เวลาไทย) นับเป็นครั้งที่ 4 ของสหรัฐ ในรอบสัปดาห์ โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐ กล่าวว่าการโจมตีนี้เป็นการตอบโต้เหตุการณ์ที่อิหร่านโจมตีเรือบรรทุกตู้สินค้าสัญชาติไซปรัส ด้านสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า กองกำลังพิทักษ์ปฏิบัติวัติอิสลาม (IRGC) ได้ยิงใส่เรือพาณิชย์อีกครั้ง และเครื่องบินของสหรัฐสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธร่อนรวมถึงโดรนโจมตีของอิหร่านเอาไว้ได้

 

ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นกำลังส่งผลให้มี "ค่าความเสี่ยงจากสงคราม" (War Premium) กลับเข้ามาบวกเพิ่มในราคาน้ำมันดิบอีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ราคาน้ำมันเคยลดช่วงบวกไปหลังจากข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวระหว่างสองฝ่ายสร้างความหวังว่าจะมีอุปทานน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ทั้งนี้ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุเมื่อวันศุกร์ว่า สถานการณ์ที่ปะทุขึ้นนี้เสี่ยงที่จะทำให้ความพยายามในการฟื้นฟูคลังสำรองน้ำมันโลกที่ร่อยหรอในช่วงปลายปีนี้ต้องหยุดชะงัก ซึ่งเป็นสิ่งเตือนใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจโลกหากความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แทบไม่มีการสัญจรผ่านช่องแคบดังกล่าว ซึ่งปกติแล้วเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 1 ใน 5 ของโลก โดยพบเห็นเรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันเพียง 2 ลำเท่านั้นที่กำลังมุ่งหน้าไปยังจุดยุทธศาสตร์นี้ อย่างไรก็ตาม ศูนย์ข้อมูลการเดินเรือร่วม (JMIC) ระบุว่า เส้นทางเดินเรือสายใต้ซึ่งประสานงานโดยโอมานยังคงสามารถใช้การได้

การยกระดับความรุนแรงครั้งล่าสุดนี้ยังทำให้ความหวังในด้านการทูตริบหรี่ลง โดยนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาและหัวหน้าผู้เจรจาของอิหร่าน ประกาศว่า "ยุคของการทำข้อตกลงฝ่ายเดียวนั้น จบลงแล้ว" ขณะที่เตหะรานยืนกรานว่าวอชิงตันต้องปฏิบัติตามข้อผูกพันก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซและการส่งออกน้ำมันให้เป็นปกติเสียก่อน จึงจะสามารถกลับมาเจรจากันใหม่ได้ ในส่วนของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐได้ประกาศว่าข้อตกลงหยุดยิงนั้น "สิ้นสุดลงแล้ว" แต่ระบุว่าสหรัฐยังคงเต็มใจที่จะดำเนินการเจรจาต่อไป

 

สื่อของอิหร่านรายงานว่า ได้ยินเสียงระเบิดทางตะวันออกของเมืองบันดาร์อับบาส (Bandar Abbas) บริเวณชายฝั่งของเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ใกล้กับช่องแคบ จากนั้นสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้เปิดฉากโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธเพื่อตอบโต้ไปยังกลุ่มพันธมิตรของอเมริกาในตะวันออกกลาง รวมถึงคูเวต จอร์แดน และกาตาร์ จนถึงขณะนี้มีรายงานความเสียหายเพียงเล็กน้อยและไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา กลุ่มผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียรวมถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ทำการตลาดและส่งออกน้ำมันดิบเพิ่มเติม หลังจากข้อตกลงชั่วคราวช่วยคลายความกังวลเรื่องการส่งออก โดยเฉพาะชาวเอมิเรตส์นั้นประสบความสำเร็จอย่างมากในการขนส่งน้ำมันออกไป โดยใช้เรือบรรทุกน้ำมันแบบรับส่ง (Shuttle Tankers) ที่เดินเรือแบบไม่เปิดเผยตัวตน หรือปิดเครื่องตอบรับสัญญาณ (Transponder)

อัปเดตราคาในช่วงเช้าวันจันทร์ (13 ก.ค.69)

น้ำมันดิบ Brent สำหรับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าส่งมอบเดือนกันยายน พุ่งขึ้น 3.1% อยู่ที่ 78.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อเวลา 06:48 น. ตามเวลาสิงคโปร์

น้ำมันดิบ WTI สำหรับการส่งมอบเดือนสิงหาคม พุ่งขึ้น 3.1% อยู่ที่ 73.64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล