วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม 2569

Login
Login

Tesla กำไรต่อคัน ‘ทรุด 40%’ Toyota ไล่จี้เหลือห่างนิดเดียว

กำไรต่อคันของ Tesla ‘ทรุด 40%’ จ่อถูก Toyota แซง หลังภาษีสหรัฐ ตลาดอีวีชะลอตัว และการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น กดดันผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลก

ในปีงบประมาณ 2568 กำไรต่อรถยนต์ 1 คันของเหล่าผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก ปรับตัวลดลงเกือบทุกค่าย ท่ามกลางแรงกดดันจากภาษีทรัมป์ ภาวะชะลอตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะ Tesla ที่แม้ยังครองอันดับหนึ่งในด้านกำไรต่อคัน แต่ตัวเลขกลับ “ลดลงถึง 40%” จนช่องว่างกับ Toyota แคบลงอย่างมาก

เว็บไซต์นิกเกอิ  เอเชียเผยว่า จากข้อมูลผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ 7 รายของโลก ประกอบด้วยผู้ผลิตรถยนต์ 5 อันดับแรกตามยอดขาย ได้แก่ Toyota, Volkswagen, General Motors, Ford และ Stellantis รวมถึง Tesla จากสหรัฐ และ BYD จากจีน พบว่า ผู้ผลิตส่วนใหญ่เผชิญกำไรต่อคันที่ลดลงจากหลายปัจจัย ทั้งต้นทุนภาษี ความต้องการรถ EV ที่ชะลอตัว และการแข่งขันด้านราคาที่เข้มข้นขึ้น

“Tesla” ยังคงเป็นบริษัทที่ทำกำไรต่อรถยนต์ได้สูงที่สุด โดยเฉลี่ย 348,000 เยนต่อคัน นับเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันที่ครองอันดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวลดลงจาก 557,000 เยนต่อคัน ในปีก่อน สะท้อนแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ การที่สหรัฐยกเลิกมาตรการสนับสนุนด้านภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ส่งผลให้ยอดขายอีวีชะลอลง 

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตรถยนต์จีน โดยเฉพาะ BYD ก็เร่งขยายตลาดและแข่งขันด้านราคาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Tesla ต้องเผชิญแรงกดดันจากทั้งอุปสงค์และการแข่งขัน

นอกจากนี้ Tesla ยังได้รับผลกระทบจากรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังรัฐบาลสหรัฐผ่อนคลายกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นมีความจำเป็นในการซื้อคาร์บอนเครดิตจาก Tesla น้อยลง รายได้จากธุรกิจดังกล่าวลดลงจาก 2.9 พันล้านดอลลาร์ ในปีงบประมาณ 2567 เหลือเพียง 1.7 พันล้านดอลลาร์ ในปีงบประมาณ 2568 หรือลดลงราว 40%

ก่อนหน้านี้ Tesla เคยสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนจากเทคโนโลยี Giga Press ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการผลิตตัวถังรถยนต์ และอาศัยการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด EV จนสามารถทำกำไรต่อคันได้มากกว่า 1 ล้านเยน ในปีงบประมาณ 2565 และ 2566 แต่สถานการณ์ในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

ขณะที่ Toyota ตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยกำไรเฉลี่ย 341,000 เยนต่อคัน ลดลงประมาณ 20% จากปีก่อน แม้ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐเช่นกัน แต่ความต้องการรถยนต์ไฮบริดที่ยังแข็งแกร่งช่วยประคองผลประกอบการ ทำให้กำไรต่อคันลดลงน้อยกว่า Tesla อย่างเห็นได้ชัด

ผลจากการที่ Tesla อ่อนแรงลง ทำให้ช่องว่างกำไรต่อคันระหว่าง Tesla กับ Toyota ซึ่งเคยห่างกันมากกว่า 100,000 เยน ในปีงบประมาณ 2567 ลดลงเหลือน้อยกว่า 10,000 เยน ในปีล่าสุด สะท้อนว่า Toyota กำลังไล่ตามผู้นำได้อย่างรวดเร็ว

ด้าน BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีน รั้งอันดับ 3 แม้ยังทำกำไรได้ในระดับสูง แต่ผลกำไรสุทธิในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ลดลงถึง 55% หลังรัฐบาลจีนปรับลดมาตรการสนับสนุนด้านภาษีสำหรับการซื้อรถยนต์พลังงานใหม่

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมหลายรายได้รับผลกระทบหนักกว่า โดย Ford และ Stellantis ซึ่งเคยมีกำไรเฉลี่ยราว 150,000 เยนต่อคัน ในปีงบประมาณ 2567 กลับพลิกไปขาดทุนต่อคันในปีงบประมาณ 2568

สำหรับแนวโน้มในปีงบประมาณ 2569 ยังไม่สดใสนัก กำไรต่อคันของผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกมีโอกาสลดลงต่อ เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลกระทบต่อเครือข่ายการขนส่งและห่วงโซ่อุปทาน ทำให้บางบริษัทต้องลดกำลังการผลิต ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น

อ้างอิง: nikkei