รัฐบาลจีนออกกฎหมายคุ้มครองสิทธิ "แรงงานสูงอายุ" ที่ทำงานหลังเกษียณเป็นครั้งแรก เพื่อรักษาฐานแรงงาน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ท่ามกลางวิกฤติประชากรวัยทำงาน และอัตราการเกิดที่ลดลง
KEY POINTS
- รัฐบาลจีนออกกฎหมายคุ้มครองสิทธิ "แรงงานสูงอายุ" ที่ทำงานหลังเกษียณเป็นครั้งแรก เพื่อรักษาฐานแรงงาน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ท่ามกลางวิกฤติประชากรวัยทำงาน และอัตราการเกิดที่ลดลง
- กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องทำสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร, จ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำ, ห้ามทำงานล่วงเวลา (OT) และต้องทำประกันอุบัติเหตุในที่ทำงานให้โดยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด
- การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุทำงานต่อเป็นทางออกหนึ่งในการเพิ่มปริมาณแรงงานในระบบ และคาดว่ารายได้ที่มั่นคงของคนกลุ่มนี้จะช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ
สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียรายงานว่า “รัฐบาลจีน” กำลังออกมาตรการคุ้มครองกลุ่มผู้สูงอายุที่ยังคงทำงานต่อหลังเกษียณ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการรักษาฐานแรงงานของประเทศ ในภาวะที่ประเทศเจอ “วิกฤติประชากร” วัยทำงานกำลังลดลงและอัตราการเกิดลดลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อช่วงต้นเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงทรัพยากรมนุษย์และความมั่นคงทางสังคมของจีน ร่วมกับหน่วยงานรัฐบาลอื่นๆ ได้ออกกฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงานที่มีอายุเกินเกณฑ์เกษียณตามกฎหมาย โดยมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.69 ที่ผ่านมา
4 ข้อกำหนดคุ้มครอง ‘แรงงานสูงวัย’
กฎหมายคุ้มครองนี้ระบุถึงสิทธิของผู้ที่ทำงานต่อหลังเกษียณไว้อย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก โดยรวมตั้งแต่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญถึงแรงงานทั่วไป เช่น พนักงานรักษาความปลอดภัย พนักงานทำความสะอาด และแม่บ้าน
- ในกฎหมายระบุว่า ก่อนที่จะจ้างงานผู้สูงอายุ นายจ้างจะต้องจัดทำสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งระบุลักษณะงาน ค่าจ้าง และการชดเชย รูปแบบการทำงาน และสวัสดิการของพนักงานไว้อย่างชัดเจน
- นายจ้างต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างน้อยเดือนละครั้ง และค่าจ้างต้องไม่ต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำของท้องถิ่นนั้นๆ
- ห้ามไม่ให้มีการทำงานล่วงเวลา หรือ “OT” เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายของผู้สูงอายุ
- นายจ้างยังต้องทำประกันอุบัติเหตุในสถานที่ทำงานให้แก่แรงงานกลุ่มนี้ โดยนายจ้างต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด
หนังสือพิมพ์ People's Daily ของทางการจีน รายงานว่า ผู้สูงอายุจำนวนมากในจีนเต็มใจที่จะทำงานต่อหลังเกษียณ แต่เมื่อพวกเขาถึงเกณฑ์อายุเกษียณแล้ว กลับไม่ได้รับความคุ้มครองภายใต้กฎหมายแรงงาน และกฎหมายสัญญาจ้างงาน ซึ่งที่ผ่านมามีแรงงานวัยเกษียณหลายคนที่ถูกเพิกเฉย
คนเกิดน้อยสู่ ‘วิกฤติแรงงาน’
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นความกังวลของจีนผ่านการให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแรงงานสูงอายุ เพื่อรักษาเสถียรภาพของกำลังแรงงาน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนระบุว่า ในปี 2025 ประชากรที่มีอายุระหว่าง 15 ถึง 64 ปี มีจำนวนอยู่ที่ 968.48 ล้านคน ซึ่งลดลงราว 4% เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดในปี 2013
การลดลงนี้มีสาเหตุหลักมาจากนโยบายลูกคนเดียวที่บังคับใช้มาอย่างยาวนาน รวมถึงปัจจัยทางประชากรศาสตร์อื่นๆ แม้ว่าการลดลงของประชากรวัยทำงานจะเริ่มส่งหยุดนิ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่อัตราการเกิดของประเทศกลับลดลงอย่างรวดเร็ว
องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่า หากแนวโน้มยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ประชากรจีนที่มีอายุระหว่าง 15 ถึง 64 ปี จะลดลงจนต่ำกว่า 750 ล้านคนภายในปี 2050
ท่ามกลางจำนวนประชากรคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นช้า จากอัตราการเกิดที่ต่ำ การสนับสนุนให้ผู้ที่ผ่านวัยเกษียณทำงานต่อไปจึงเป็นทางออกหนึ่งในการเพิ่มปริมาณแรงงานในระบบ
หากกลุ่มผู้สูงอายุสามารถทำงานต่อไป และมีรายได้ที่มั่นคง พวกเขาก็อาจช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศที่ซบเซาลงในช่วงที่ผ่านมาให้กลับมาคึกคักขึ้นได้อีกทางหนึ่ง
ในปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้เริ่มทยอยปรับเพิ่มเกณฑ์อายุเกษียณตามกฎหมายเป็นขั้นบันได โดยในระยะเวลา 15 ปีข้างหน้า เกณฑ์อายุเกษียณของผู้ชายจะเพิ่มขึ้นจาก 60 ปี เป็น 63 ปี ในขณะที่พนักงานหญิงทั่วไปจะเพิ่มขึ้นจาก 50 ปี เป็น 55 ปี
ศึกแย่งเก้าอี้กับคนรุ่นใหม่
ต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นจากการต้องจ่ายค่าประกัน และสวัสดิการ อาจทำให้บริษัทต่างๆ เลือกที่จะ "ไม่จ้าง" หรือลดชั่วโมงงานของผู้สูงอายุลง ซึ่งอาจส่งผลย้อนศรทำลายโอกาสของคนกลุ่มนี้ไปโดยปริยาย
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าการที่แรงงานสูงอายุอยู่ในระบบมากขึ้น อาจไปแย่งโอกาสในการทำงานของบัณฑิตจบใหม่ และแรงงานรุ่นใหม่อื่นๆ
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า อัตราการว่างงานของเยาวชนอายุ 16 ถึง 24 ปี ในเดือนพฤษภาคม อยู่ที่ 15.6% ซึ่งสูงกว่าอัตราการว่างงานโดยรวมถึงประมาณ 3 เท่า
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





