วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม 2569

Login
Login

กำไร Samsung พุ่งทะยานเกินคาด อานิสงส์ความต้องการชิป AI บูม

กำไร Samsung พุ่งทะยานเกินคาด อานิสงส์ความต้องการชิปหน่วยความจำเอไอบูม คาดชิปยังขาดแคลนไปถึงปีหน้า ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป

บลูมเบิร์ก รายงานข่าวว่า กำไรรายไตรมาสของบริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ (Samsung Electronics Co) พุ่งสูงขึ้นถึง 19 เท่า ซึ่งทะยานเกินความคาดหมายที่สูงอยู่แล้ว เนื่องจากความต้องการชิปหน่วยความจำที่จำเป็นสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เติบโตอย่างก้าวกระโดด

แม้กำไรพุ่งขึ้นแรง แต่กลับไม่สามารถสร้างความประทับใจให้แก่บรรดานักลงทุน ซึ่งคุ้นเคยกับผลเติบโตอันน่าตื่นตาตื่นใจของกลุ่มบริษัทผู้จัดหาชิปที่ป้อนให้กับอุตสาหกรรม AI ที่กำลังบูมทั่วโลก

ส่งผลให้หุ้นของ Samsung ร่วงลงไปมากถึง 6.8% ในตลาดหุ้นกรุงโซลเช้าวันอังคารนี้ (7 ก.ค. 69) เนื่องจากนักลงทุนได้ซึมซับรับรู้ (priced in) คาดการณ์เรื่องอัตรากำไรที่สูงลิ่วของบรรดาผู้ผลิตชิปไปมากแล้ว ซึ่งเป็นอานิสงส์มาจากการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ครั้งประวัติศาสตร์ทั่วโลก”

ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลกรายนี้รายงานกำไรจากการดำเนินงานขั้นต้นที่ 89.4 ล้านล้านวอน (ประมาณ 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.9 ล้านล้านบาท) ในช่วง 3 เดือนสิ้นสุด ณ เดือนมิถุนายน ซึ่งตัวเลขนี้บดบังผลประกอบการตลอดทั้งปี 2025 ของบริษัทไปอย่างสิ้นเชิง

ขณะที่นักวิเคราะห์พยากรณ์เฉลี่ยไว้ที่ 84.2 ล้านล้านวอน ส่วนรายได้รวมอยู่ที่ 171 ล้านล้านวอน เมื่อเทียบกับประมาณการเฉลี่ยที่ 169.2 ล้านล้านวอน ทั้งนี้ คาดว่า Samsung จะปล่อยรายงานทางการเงินฉบับเต็ม ซึ่งรวมถึงกำไรสุทธิและการแบ่งสัดส่วนรายได้ตามรายแผนกในช่วงปลายเดือนนี้

กำไร Samsung พุ่งทะยานเกินคาด อานิสงส์ความต้องการชิป AI บูม

 

ผู้บริหารระดับสูงหลายราย รวมถึง เจนเซน หวง  ซีอีโอของบริษัท Nvidia Corp และ แบรด ไลต์แคป (Brad Lightcap) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ OpenAI กล่าวว่า ภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำยังคงเป็นคอขวดสำคัญในการพัฒนา AI ด้านผู้ผลิตต่างกำลังให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกกับการพัฒนาหน่วยความจำระดับไฮเอนด์เพื่อตอบสนองความต้องการของศูนย์ข้อมูล ส่งผลให้ปริมาณชิปหน่วยความจำแบบทั่วไป (Conventional Memory) มีไม่เพียงพอด้วยเช่นกัน นักวิเคราะห์คาดว่าภาวะขาดแคลนนี้จะลากยาวไปจนถึงปี 2027 เป็นอย่างน้อย ซึ่งทำให้ Samsung และบริษัทคู่แข่งอย่าง SK Hynix Inc และ Micron Technology Inc มีอำนาจในการกำหนดราคาอย่างมหาศาล

 

ข้อมูลจากธนาคาร HSBC ระบุว่า ปัจจัยดังกล่าวได้ผลักดันให้ราคาขายเฉลี่ยของชิป DRAM พุ่งสูงขึ้นกว่า 40% ในไตรมาสเดือนเมษายน-มิถุนายน เมื่อเทียบกับ 3 เดือนก่อนหน้า ขณะที่ราคาชิป NAND พุ่งทะยานขึ้นมากกว่า 50%

 

ผลประกอบการของ Samsung กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก เนื่องจากนักลงทุนพยายามประเมินว่าการลงทุนและมูลค่าที่สูงลิ่วในกลุ่มอุตสาหกรรม AI จะคงอยู่ได้นานแค่ไหน แม้ว่าหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกจะพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อต้นปีนี้ แต่ก็ต้องเผชิญกับความผันผวนจากความกังวลเรื่องการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้น ภาวะกำลังการผลิตล้นตลาดที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงคำถามที่ว่าแผนการลงทุนมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์จะคุ้มทุนหรือไม่

  • หุ้น Samsung พุ่งขึ้น 165% ปีนี้

หุ้นของ Samsung ซึ่งมีพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายทั้งชิปและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค มีผลงานต่ำกว่าหุ้นของคู่แข่งร่วมชาติอย่าง SK Hynix ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ชิปหน่วยความจำระดับไฮเอนด์ที่ออกแบบมาเพื่อการประมวลผลของ AI โดยเฉพาะ โดยหุ้นของ Samsung ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเทขายในช่วง 5 วันทำการจนถึงวันศุกร์ ปรับตัวขึ้นมา 165% ในปีนี้เมื่อเทียบกับหุ้นของ SK Hynix ที่ทะยานขึ้นไปราว 260% นับถึงราคาปิดเมื่อวาน 

 

ผู้ผลิตชิปทั้งสองรายนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในความทะเยอทะยานของเกาหลีใต้ที่จะแซงหน้าประเทศอื่น ๆ เพื่อเป็นผู้นำด้าน AI โดย Samsung Group และ SK Group มีแผนที่จะสร้างโรงงานผลิตชิปแห่งใหม่ฝ่ายละ 2 แห่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ด้วยมูลค่าการลงทุนรวม 800 ล้านล้านวอน เพื่อขยายกำลังการผลิตอย่างรวดเร็ว โดยประเทศเกาหลีใต้ตั้งเป้าที่จะเพิ่มกำลังการผลิตชิปหน่วยความจำให้เป็นสองเท่าภายใน 5 ปี และสำหรับปี 2026 นี้ Samsung ได้ประกาศแผนการที่จะใช้เงินมากกว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในการขยายกำลังการผลิตและการวิจัย

  • สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปราคาสูงขึ้นตาม

ปัจจุบันผู้ผลิตชิปกำลังเพลิดเพลินกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนสำหรับชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับตัวเร่งความเร็ว AI (AI Accelerators) ทว่าการปรับเปลี่ยนกำลังการผลิตในครั้งนี้กลับส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำแบบทั่วไปที่ใช้ในอุปกรณ์ทันสมัยส่วนใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อผลกำไรและทำให้ราคาขายพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย