วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม 2569

Login
Login

วัยรุ่นญี่ปุ่น ‘จนเพราะออม’ แห่ลงทุน NISA หวังสบายวันหน้า

สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียรายงานว่า ตอนนี้หมู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ในญี่ปุ่นกำลังเกิดปรากฎการณ์ "ภาวะยากจนเพราะ NISA" หรือ NISA poverty หมายถึงกลุ่มคนที่ยอมรัดเข็มขัด ตัดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอย่างหนัก เพื่อเอาเงินไปออมและลงทุนใน “บัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนประเภทได้รับยกเว้นภาษี” หรือ NISA ให้ได้มากที่สุด  

เรื่องนี้เกิดขึ้นจากความกลัวที่จะตกขบวนทำกำไรในตลาดหุ้นหรือ FOMO กับความกังวลเกี่ยวกับอนาคตทางการเงินของตัวเอง

 

เมื่อหลายทศวรรษก่อน  ครัวเรือนญี่ปุ่นสามารถฝากเงินไว้ในธนาคารได้อย่างปลอดภัยเพราะราคาสินค้าแทบไม่ขยับเลย ทว่าภาวะ “เงินเฟ้อ” ที่พุ่งสูงเกินกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือ BOJ อย่างต่อเนื่องได้ทำลายแนวคิดนั้น

ประกอบกับ "ตลาดหุ้น" ที่ทะยานขึ้นเรื่อย ๆ โดย ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นพุ่งทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับกว่า 72,000 จุดเมื่อเดือนที่แล้ว  ก็ยิ่งทำให้คนรู้สึกว่าการถือเงินสดเฉย ๆ มีแต่จะเสียโอกาสและขาดทุน  

จุดเริ่มต้น NISA

ญี่ปุ่นเริ่มนำระบบ NISA มาใช้ครั้งแรกในปี 2014 เพื่อจูงใจให้คนย้ายเงินฝากมาลงทุนในหุ้นและสินทรัพย์ทางการเงินอื่น ๆ จนกระทั่งปี 2024 ได้มีการปรับปรุงระบบขนานใหญ่ โดยเพิ่มเพดานวงเงินลงทุนและให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เอื้อต่อการลงทุนระยะยาวมากขึ้น

 NISA แบ่งการลงทุนเป็น 2 ประเภท คือ  จำกัดเฉพาะกองทุนรวมเพื่อการลงทุน (Investment Trusts) วงเงินสูงสุด 1.2 ล้านเยนต่อปี และประเภทที่สองครอบคลุมทั้งกองทุนรวม หุ้นญี่ปุ่น และหุ้นต่างประเทศ วงเงินสูงสุด 2.4 ล้านเยนต่อปี

บัญชี-มูลค่าพอร์ต NISA โตต่อเนื่อง

จากข้อมูลของสำนักงานบริการทางการเงินของญี่ปุ่น (FSA) บัญชี NISA เริ่มต้นในปี 2014 ด้วยจำนวน 4.92 ล้านบัญชี และพุ่งขึ้นราว 6 เท่าเป็น 28.21 ล้านบัญชี ณ สิ้นปี 2025 

นอกจากนี้ การปรับโฉมระบบในปี 2024 ส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์รวมเติบโตจาก 35 ล้านล้านเยนในปี 2023 ก้าวกระโดดเป็น 71 ล้านล้านเยนในปี 2025

 ยิ่งไปกว่านั้น ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2025 นักลงทุนที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปีลงไป มีสัดส่วนยอดซื้อใน NISA สูงถึงเกือบ 49% ของทั้งหมด

วัยรุ่นญี่ปุ่น  ‘จนเพราะออม’ แห่ลงทุน NISA หวังสบายวันหน้า

คำว่า "ภาวะยากจนเพราะ NISA" กลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อสมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้านตั้งคำถามกับ ซัตสึจิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการประชุมคณะกรรมการสภาผู้แทนราษฎรเมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคม ว่าเธอเคยได้ยินคำนี้หรือไม่ 

ด้านคาตายามะตอบว่า "ได้ยินแล้วรู้สึกตกใจเล็กน้อย เพราะเราไม่เคยมีเจตนาที่จะทำให้การออมเงินกลายเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิตจนเบียดเบียนความเป็นอยู่ขนาดนั้น"

มิสะ เทย์ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิจัยชีวิตไดอิจิ  กล่าวว่า เนื่องจากคำนี้ยังไม่มีคำนิยามที่เฉพาะเจาะจงและเป็นเพียงแนวคิดทางสังคม จึงเป็นเรื่องยากที่จะประเมินว่ามีคนตกอยู่ในภาวะนี้จำนวนเท่าใด

"ตอนนี้เงินเฟ้อฝังรากลึกกว่าช่วงที่เริ่มโครงการ NISA และมีคนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่กังวลว่าหากข้าวของยังแพงขึ้นเรื่อย ๆ ชีวิตจะลำบากขึ้น รวมทั้งคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันต่างจากรุ่นพ่อแม่ ตรงที่พวกเขามักจะมองว่าการลงทุนในวันนี้จะสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นในระยะยาวอย่างแน่นอน" เทย์อธิบาย

อดออมวันนี้ เพื่อสบายวันหน้า

ผลสำรวจเมื่อเดือนเมษายนโดยบริษัทจัดหางาน JAIC ระบุว่า 19.4% ของผู้ตอบแบบสอบถามตั้งใจจะนำ "เงินเดือนก้อนแรก" ไปลงทุนในโครงการอย่าง NISA ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 5.5% เมื่อเทียบกับผลสำรวจของปีก่อน

 ข้อมูลจากสมาคมส่งเสริมความรู้และการศึกษาทางการเงินแห่งญี่ปุ่น (J-FLEC) แสดงให้เห็นว่า สัดส่วนของคนอายุ 20 กว่า ๆ ที่ระบุว่า "ออมเงินเพื่อไว้ใช้ยามเกษียณ" เป็นเหตุผลหลักในการถือครองสินทรัพย์ทางการเงิน พุ่งสูงขึ้นเป็น 40.3% ในปี 2025 จากเดิมที่มีเพียง 24.4% ในปี 2016

การเติบโตของ NISA สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านทางความคิดอย่างเงียบ ๆ สำหรับคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ “การลงทุน” อีกต่อไป แต่คือ “การไม่ได้ลงทุน” 

สึบาสะ อาเบะ นักศึกษาปี 4 ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แบ่งเงิน 30% ถึง 40% จากรายได้งานพาร์ตไทม์มาลงทุนผ่าน NISA และวางแผนจะเพิ่มสัดส่วนอีกเมื่อเริ่มทำงานประจำในเดือนเมษายนปีหน้า

 "ผมไม่ค่อยกังวลเรื่องความเสี่ยงเพราะลงทุนระยะยาว อย่างมากที่สุดที่เสียไปก็แค่เงินที่ลงทุน และตอนนี้ผมเพิ่งอายุ 20 กว่า ๆ ต่อให้พลาดก็ยังมีเวลาฟื้นตัวได้" เขากล่าว

ริโอะ ทานิกูจิ คุณแม่ลูกสองวัย 27 ปี เล่าว่า เดิมทีเธอเคยออมเงินในประกันสะสมทรัพย์เพื่อการศึกษาให้ลูกคนแรก แต่ปัจจุบันเธอแบ่งเงินประมาณ 20,000 เยน หรือราว 4,000 บาทต่อเดือน ไปลงทุนในบัญชี NISA ซึ่งเป็นโครงการหลักของรัฐบาลญี่ปุ่นที่พยายามกระตุ้นให้ประชาชนเปลี่ยนจากการเก็บเงินสดหันมาลงทุนแทน

"หลังจากหาข้อมูลเรื่องการลงทุนในโซเชียลมีเดีย ฉันก็เจอโพสต์ที่บอกว่าสมัยนี้ใครซื้อประกันสะสมทรัพย์เพื่อการศึกษาถือว่าพลาดมาก และถ้าไม่ลงทุนผ่าน NISA จะกลายเป็นคนตกขบวน" เธอกล่าว

 ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นบีบให้ครอบครัวต้องยอมสละความสุขบางอย่าง เพื่อนำเงินไปลงทุนระยะยาว โดยเธอกล่าวว่า "เมื่อก่อนเราเคยกินแมคโดนัลด์กันเกือบทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ตอนนี้เลิกแล้ว ใจจริงฉันอยากไปเที่ยวมาก แต่ต้องพับโครงการไว้ก่อนเพื่ออนาคตของลูก ๆ"

ทว่าความมั่นใจนี้ยังไม่เคยผ่านการทดสอบจากสภาวะตลาดหมี หรือตลาดขาลง  เนื่องจากนักลงทุนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่เพิ่งเข้าตลาดหลังจากปรับปรุงระบบ NISA ในปี 2024 ซึ่งเป็นช่วงที่หุ้นญี่ปุ่นกำลังพุ่งทะยานพอดี