กระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงเมื่อวันที่ 3 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า ความร่วมมือระหว่างอินเดียและญี่ปุ่น "ต้องไม่พุ่งเป้า" มาที่รัฐบาลปักกิ่ง หลังจากผู้นำของทั้งสองชาติได้บรรลุข้อตกลงที่จะกระชับความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในด้านการจัดหาแร่หายาก
KEY POINTS
- ญี่ปุ่นและอินเดียตกลงที่จะกระชับความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในภาคส่วนยุทธศาสตร์ เช่น แร่หายากและเซมิคอนดักเตอร์
- กระทรวงการต่างประเทศจีนออกมาเตือนว่าความร่วมมือดังกล่าว "ต้องไม่พุ่งเป้า" มาที่จีน หรือทำลายผลประโยชน์ของประเทศที่สาม และไม่ควรนำไปสู่การเผชิญหน้า
- ความร่วมมือนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่จีนเคยจำกัดการส่งออกแร่หายาก และล่าสุดได้ขึ้นบัญชีดำหน่วยงานของญี่ปุ่น 20 แห่ง โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง
กระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงเมื่อวันที่ 3 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า ความร่วมมือระหว่างอินเดียและญี่ปุ่น "ต้องไม่พุ่งเป้า" มาที่รัฐบาลปักกิ่ง หลังจากผู้นำของทั้งสองชาติได้บรรลุข้อตกลงที่จะกระชับความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในด้านการจัดหาแร่หายาก ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญทางเทคโนโลยีและความมั่นคง
สินค้าเชิงยุทธศาสตร์นี้เป็นส่วนประกอบสำคัญในอุตสาหกรรมหลากหลายตั้งแต่ยานยนต์ไฟฟ้า สมาร์ทโฟน ไปจนถึงเครื่องยนต์ไอพ่นและขีปนาวุธนำวิถี จนกลายเป็นประเด็นหลักในการหารือระหว่าง นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย และซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่กรุงนิวเดลีเมื่อวันที่ 2 ก.ค. ที่ผ่านมา
นายกฯ โมดี เปิดเผยหลังการหารือว่า ทั้งสองประเทศได้ตกลงที่จะ "เสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในภาคส่วนยุทธศาสตร์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีควอนตัม และแร่สำคัญ"
ขณะที่นายกฯ ทาคาอิจิ ได้กล่าวว่า “ญี่ปุ่นและอินเดียกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ซึ่งรวมถึงการนำเศรษฐกิจมาใช้เป็นอาวุธ ตลอดจนนโยบายและแนวปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่มักใช้พาดพิงถึงแนวทางการค้าของรัฐบาลปักกิ่ง
กระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงถึงการประชุมดังกล่าวว่า นานาประเทศควรร่วมกันเสริมสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
กัว เจียคุน (Guo Jiakun) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงข่าวโดยเน้นย้ำว่า "ความร่วมมือระหว่างประเทศ... ต้องไม่พุ่งเป้าหรือทำลายผลประโยชน์ของบุคคลที่สาม และยิ่งต้องไม่ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการรวมกลุ่มผูกขาด หรือปลุกปั่นให้เกิดการเผชิญหน้ากัน"
ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นทวีความตึงเครียดขึ้น นับตั้งแต่ ทาคาอิจิ เคยกล่าวเสนอแนะเมื่อเดือน พ.ย. 2568 ว่า หากมีการโจมตีไต้หวัน ญี่ปุ่นอาจมีความจำเป็นต้องนำกองกำลังทหารเข้าไปมีส่วนร่วม
ที่ผ่านมา ทางการจีนได้ตอบโต้ความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นด้วยการจำกัดการส่งออกแร่หายากไปยังญี่ปุ่น ซึ่งจีนถือเป็นผู้กุมอำนาจผูกขาดในตลาดโลกทั้งในด้านการทำเหมืองและการแปรรูป
ยิ่งไปกว่านั้น ในสัปดาห์นี้ กระทรวงพาณิชย์จีนยังได้ขึ้นบัญชีดำการส่งออกกับหน่วยงานของญี่ปุ่นจำนวน 20 แห่ง โดยให้เหตุผลว่าหน่วยงานเหล่านี้มีส่วนช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหารของรัฐบาลโตเกียว
ด้านทางการญี่ปุ่นได้ออกมาตอบโต้มาตรการล่าสุดนี้ว่า "ไม่อาจยอมรับได้และน่าเสียใจอย่างยิ่ง" พร้อมเรียกร้องให้จีนยกเลิกคำสั่งดังกล่าวทันที
อ้างอิง Channel News Asia





