วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

หุ้นโลกทะยานทำสถิติดีสุดรอบ 2 เดือน คาดเฟดคงอัตราดอกเบี้ย หลังยอดจ้างงานสหรัฐชะลอตัว

ตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มทำสถิติรายสัปดาห์ที่ดีที่สุดในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 3 ก.ค. ที่ผ่านมา หลังจากรายงานตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐที่ออกมาซบเซาได้ลดทอนการคาดการณ์เรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยโดยธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) เร็วๆ นี้

KEY POINTS

  • ตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มทำสถิติรายสัปดาห์ที่ดีที่สุดในรอบ 2 เดือน โดยดัชนีหุ้นยุโรปและเอเชียปรับตัวสูงขึ้น
  • ปัจจัยหนุนหลักมาจากตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายนที่ชะลอตัวลง ซึ่งสะท้อนถึงภาวะตลาดแรงงานที่อ่อนแอ
  • ข้อมูลดังกล่าวทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมครั้งถัดไป
  • การคาดการณ์เรื่องอัตราดอกเบี้ยส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และเป็นแรงหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น

ตลาดหุ้นทั่วโลก มีแนวโน้มทำสถิติรายสัปดาห์ที่ดีที่สุดในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 3 ก.ค. ที่ผ่านมา หลังจากรายงานตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐที่ออกมาซบเซาได้ลดทอนการคาดการณ์เรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยโดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เร็วๆ นี้ ปัจจัยดังกล่าวช่วยสกัดสกุลเงินดอลลาร์ และเป็นแรงหนุนสำคัญที่ดันราคาทองคำให้ปรับตัวพุ่งสูงขึ้น

ในฝั่งยุโรป ดัชนี STOXX 600 พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง โดยปิดการซื้อขายล่าสุดปรับตัวขึ้น 0.6% และมีแนวโน้มทำสถิติปรับตัวขึ้นรายสัปดาห์ที่ 2.6% ซึ่งนับว่าที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีหุ้นโลกของ MSCI ขยับขึ้น 0.4% และเตรียมทำสถิติปรับตัวขึ้น 2% ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นการปรับขึ้นมากที่สุดในรอบ 2 เดือนด้วย

"ดัชนีหุ้นยุโรปที่มีสัดส่วนกลุ่มเทคโนโลยีน้อย กลับมาเป็นที่ต้องการอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าหุ้นในกลุ่มนี้มีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ที่ต่ำกว่าหุ้นในสหรัฐมาก ดังนั้น ดัชนีของยุโรปจึงไม่เพียงแต่เผชิญความเสี่ยงจากการซื้อขายในกลุ่ม AI ที่น้อยกว่า แต่ยังมีราคาที่ถูกกว่าด้วย" David Morrison นักยุทธศาสตร์การตลาดอาวุโสจาก Trade Nation กล่าว

ก่อนหน้านี้ หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ในวอลล์สตรีทร่วงลงเมื่อวันที่ 1 และ 2 ก.ค. ที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนหันไปเทน้ำหนักให้กับหุ้นกลุ่มการเงินและกลุ่มสุขภาพแทน อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันที่ 3 ก.ค. หุ้นกลุ่มชิปในเอเชียได้ฟื้นตัวกลับมา ดันดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ที่มีความผันผวนให้พุ่งขึ้นราว 6% และดัชนี Nikkei ของโตเกียวปรับตัวขึ้น 1.5%

นอกจากนี้ ข้อมูลดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 ก.ค. บ่งชี้ว่ามีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักของเอเชีย โดยภาคบริการของญี่ปุ่นกลับมาขยายตัวอีกครั้งในเดือน มิ.ย. หลังจากชะงักงันในเดือนก่อนหน้า ส่วนกิจกรรมภาคบริการของจีนแม้จะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเล็กน้อย แต่อุปสงค์จากต่างประเทศกลับพุ่งสูงขึ้นในระดับที่เร็วที่สุดในรอบ 20 เดือน

"ดัชนี PMI ยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับมาตรฐานในช่วงที่ผ่านมา และยังคงบ่งชี้ถึงโมเมนตัมทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้นในไตรมาสที่ 2 โดยรวม" นักวิเคราะห์จาก Capital Economics กล่าวถึงข้อมูลเศรษฐกิจของจีน

ข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ที่ผ่านมาระบุว่า การเติบโตของการจ้างงานในสหรัฐชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วในเดือน มิ.ย. และตัวเลขการจ้างงานของสองเดือนก่อนหน้าก็ถูกปรับลดลง ซึ่งสะท้อนภาวะตลาดแรงงานที่กำลังชะลอตัว

ข้อมูลการจ้างงานที่ซบเซานี้ได้ลดความหวังของเทรดเดอร์เกี่ยวกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ และเพิ่มโอกาสที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้จนถึงเดือน ต.ค. ข้อมูลจาก FedWatch ของ CME Group ชี้ว่า ตลาดซื้อขายล่วงหน้ากองทุนเฟด (Fed funds futures) ประเมินความน่าจะเป็นที่ธนาคารกลางสหรัฐจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 46.8% เทียบกับความน่าจะเป็นที่ 35.8% ในวันก่อนหน้า

ตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอช่วยดันราคาทองคำให้พุ่งขึ้น 1% ทะลุระดับ 4,160 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมีแนวโน้มทำสถิติปรับตัวขึ้นรายสัปดาห์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา โดยบวกเพิ่มขึ้น 1.8% อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อยังคงเป็นปัจจัยที่น่ากังวลด้วย

James Rossiter หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์ระดับโลกของ TD Securities ระบุว่า "ความเสี่ยงใหญ่ที่สุดที่เราคาดการณ์ไว้ในปีนี้ ตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามอิหร่านเสียอีก คือเรื่องของการขนส่งทางเรือ เรือจำนวนมากถูกสั่งให้เปลี่ยนเส้นทางไปทั่วโลกอันเป็นผลมาจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งนำไปสู่การลดขีดความสามารถในการขนส่งทั่วโลก" พร้อมชี้ว่าผลกระทบด้านราคาจากวิกฤตนี้กำลังค่อยๆ คืบคลานเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก

 

อ้างอิง Reuters