วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

ทรัมป์ ‘หาช่อง’ ปลดกรรมการเฟดต่อ ไม่ถอย แม้ศาลไม่เข้าข้าง

คำพิพากษาศาลฎีกาสหรัฐไม่ได้ทำให้ ปธน.ทรัมป์ยอมถอยแต่อย่างใด หลังฝ่ายบริหารเดินหน้า ‘หาช่องทางใหม่’ ในการปลดกรรมการเฟด และผลักดันแต่งตั้งบุคคลที่สอดคล้องกับนโยบายของตน พร้อมเดินหน้าเพิ่มอิทธิพลเหนือเฟดต่อไป

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และพันธมิตรทางการเมือง กำลังเดินหน้า “ปรับโครงสร้าง” ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ใหม่ แม้ศาลฎีกาสหรัฐจะมีคำสั่งเมื่อสัปดาห์นี้ให้ “ลิซา คุก” กรรมการเฟดที่ได้รับการแต่งตั้งในยุคอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปชั่วคราวก็ตาม

แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องเปิดเผยกับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล และพันธมิตรของทรัมป์กำลังหารือถึงแนวทางในการ “ปลดกรรมการเฟด” ในกรุงวอชิงตันต่อ เพื่อเปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถแต่งตั้งบุคคลที่มีแนวคิดสอดคล้องกับนโยบายของตนเข้ามาแทน โดยทั้งลิซา คุก และอดีตประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ ยังคงเป็น “เป้าหมายสำคัญ” ของความพยายามดังกล่าว

แม้คำวินิจฉัยของศาลฎีกาจะถูกมองว่าเป็นการยืนยันหลักการ “ความเป็นอิสระ” ของธนาคารกลางจากฝ่ายบริหาร แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายรายชี้ว่า คำตัดสินดังกล่าวมีขอบเขตค่อนข้างจำกัด และไม่ได้ปิดประตูต่อความพยายามทางกฎหมายในอนาคตที่จะเข้ามาแทรกแซงเฟด

ในคำตัดสินเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ศาลฎีกาให้คุกสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ระหว่างที่คดียังอยู่ในกระบวนการพิจารณา โดยจอห์น โรเบิร์ตส์ ประธานศาลฎีการะบุว่า คำตัดสินครั้งนี้อาศัยเหตุผลด้านกระบวนการเท่านั้น เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้เปิดโอกาสให้คุกโต้แย้งข้อกล่าวหาอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้วินิจฉัยว่า หากข้อกล่าวหาเป็นความจริง จะเพียงพอสำหรับการปลดกรรมการเฟดหรือไม่ ทำให้ช่องทางในการดำเนินการใหม่ของรัฐบาลทรัมป์ยังคงเปิดอยู่ และมีแนวโน้มว่า คดีอาจกลับเข้าสู่การพิจารณาของศาลอีกครั้งในอนาคต

ในมุมมองของฝ่ายทรัมป์ คำวินิจฉัยกลับกลายเป็น “คู่มือด้านกระบวนการ” ที่ชี้ให้เห็นว่า หากดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างถูกต้อง ก็อาจสามารถปลดคุกออกจากตำแหน่งได้ในอนาคต

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC ว่า คำตัดสินของศาลเป็นเพียงประเด็นด้าน “ขั้นตอน” ไม่ใช่การวินิจฉัยเนื้อหาของข้อกล่าวหา พร้อมประกาศว่า รัฐบาลจะเริ่มดำเนินกระบวนการใหม่อีกครั้ง

“เราจะเริ่มกระบวนการ และจะดำเนินทุกขั้นตอนให้ถูกต้องสมบูรณ์แบบ”

นอกจากความพยายามเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการเฟดแล้ว รัฐบาลทรัมป์ยังมองเห็นโอกาสในการเพิ่มอิทธิพลต่อธนาคารกลางผ่านตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐสาขาแอตแลนตา ที่ยังว่างอยู่

แหล่งข่าวระบุว่า สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำลังใช้เครือข่ายของตนเฟ้นหาผู้สมัครที่เหมาะสม เนื่องจากตำแหน่งดังกล่าวมีความสำคัญต่อทีมเศรษฐกิจของทรัมป์ 

นอกจากนี้ แม้พาวเวลล์จะหมดวาระประธานเฟดแล้ว แต่ยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการเฟดต่อไปจนกว่าวาระจะสิ้นสุดในปี 2028 ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับทรัมป์อย่างมาก

ด้านเควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการ สภาเศรษฐกิจแห่งชาติของทำเนียบขาว ยังกล่าวผ่านช่องข่าว Fox Business ว่า เขากังวลต่อการที่พาวเวลล์ยังคงอยู่ในคณะกรรมการเฟด โดยเชื่อว่าเจ้าหน้าที่บางส่วนอาจลงคะแนนด้วยเหตุผลทางการเมืองมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศ

อีกหนึ่งประเด็นที่รัฐบาลทรัมป์อาจใช้เป็นช่องทางกดดันพาวเวลล์ คือ “การสอบสวนโครงการปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของเฟดในกรุงวอชิงตัน มูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์” ซึ่งมีต้นทุนบานปลายอย่างมาก

แม้อัยการสหรัฐประจำกรุงวอชิงตันจะยุติการสอบสวนทางอาญาไปแล้วเมื่อเดือนเมษายน แต่ยังระบุว่า จะรอผลการตรวจสอบจากผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งคาดว่าจะเผยแพร่ภายในเดือนนี้ และไม่ปิดโอกาสที่จะ “รื้อฟื้นการสอบสวน” พาวเวลล์อีกครั้ง
 

 

 

อ้างอิง: bloomberg

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์