ศาลสูงสุดสหรัฐส่งสัญญาณชัด ‘ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง’ เป็นหลักการที่ละเมิดมิได้ หลังมีมติ ‘5 ต่อ 4’ สกัดความพยายามของปธน.ทรัมป์ในการปลด ‘ลิซา คุก’ ออกจากคณะกรรมการเฟด พร้อมย้ำว่า ปธน.ไม่สามารถถอดถอนเจ้าหน้าที่เฟดได้ตามอำเภอใจ
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ศาลสูงสุดสหรัฐมีคำวินิจฉัยด้วยคะแนนเสียง “5 ต่อ 4” ปฏิเสธคำขอของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ต้องการปลด “ลิซา คุก” ออกจากตำแหน่งสมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ พร้อมย้ำหลักการสำคัญว่า ธนาคารกลางต้อง “มีความเป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมือง” แม้ในวันเดียวกันศาลจะมีคำพิพากษาอีกคดีที่ขยายอำนาจประธานาธิบดีในการปลดผู้นำหน่วยงานรัฐบาลหลายแห่งก็ตาม
ศาลระบุว่า ทรัมป์ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายที่กำหนดไว้ในการปลดคุก โดยเธอไม่ได้รับโอกาสชี้แจงหรือโต้แย้งข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งยังไม่มีการพิสูจน์ว่ามีมูล
ขณะที่คุกยืนยันว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อปลดเธอออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเธอไม่ยอมอ่อนข้อให้แรงกดดันทางการเมือง และยังคงกำหนดนโยบายดอกเบี้ยบนพื้นฐานของข้อมูลเศรษฐกิจ
คำวินิจฉัยของศาลถือเป็นการยืนยันว่า เจ้าหน้าที่เฟด “ไม่สามารถถูกปลดได้ตามอำเภอใจ” ของประธานาธิบดี แต่สามารถถอดถอนได้เฉพาะเมื่อมี “เหตุอันสมควร” ตามที่กฎหมายกำหนด แม้ว่าศาลจะไม่ได้ให้นิยามที่ชัดเจนของคำดังกล่าว แต่ระบุว่า “มาตรฐานต้องอยู่ในระดับสูง” เพื่อป้องกันไม่ให้การกล่าวหาหรือความผิดพลาดเล็กน้อย ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการแทรกแซงการดำเนินนโยบายการเงิน
ประธานศาลจอห์น โรเบิร์ตส์ ระบุว่า ความเป็นอิสระของธนาคารกลางเป็นหลักการที่สืบทอดมาตั้งแต่การก่อตั้งระบบธนาคารกลางสหรัฐในปี 1913 และมีความจำเป็นต่อการรักษาเสถียรภาพของหนึ่งในสถาบันการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก
ในการลงมติครั้งนี้ โรเบิร์ตส์และผู้พิพากษาสายอนุรักษนิยม เบรตต์ คาวานอห์ ลงมติเห็นพ้องกับผู้พิพากษาสายเสรีนิยมทั้ง 3 คน ขณะที่ผู้พิพากษาสายอนุรักษนิยม คลาเรนซ์ โธมัส, ซามูเอล อาลิโต, นีล กอร์ซัช และ เอมี โคนีย์ บาร์เร็ตต์ ลงมติคัดค้าน
ประธานศาลโรเบิร์ตส์ได้ทบทวนประวัติของระบบธนาคารกลางสหรัฐ รวมถึงสถาบันที่เป็นต้นแบบตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งอเมริกาเหนือ (Bank of North America), ธนาคารแห่งแรกของสหรัฐ (First Bank of the United States) และธนาคารแห่งที่สองของสหรัฐ (Second Bank of the United States) โดยชี้ว่า ทุกแห่งต่างมีหลักการสำคัญคือ “ความเป็นอิสระจากฝ่ายประธานาธิบดี” เพื่อปกป้องนโยบายการเงินจากการแทรกแซงทางการเมือง
โรเบิร์ตส์ระบุว่า “เช่นเดียวกับกรรมการของธนาคารกลางทั้งสามแห่งก่อนหน้า ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐไม่ได้ดำรงตำแหน่งตามความพอใจของประธานาธิบดี แต่ดำรงตำแหน่งวาระละ 14 ปีแบบเหลื่อมวาระกัน และสามารถถูกถอดถอนได้เฉพาะเมื่อมีเหตุอันสมควรเท่านั้น”
ด้านทรัมป์ตอบโต้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า คดีถูกส่งกลับไปพิจารณาใหม่เพียงเพราะเหตุผลด้านกระบวนการ และรัฐบาลจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป เพื่อไม่ให้บุคคลที่กระทำผิดมีส่วนตัดสินใจด้านเศรษฐกิจของประเทศ
คดีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างทรัมป์กับธนาคารกลางสหรัฐ หลังทรัมป์กดดันให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง และถูกมองว่าเป็นความพยายามครั้งใหญ่ที่สุดในการแทรกแซงความเป็นอิสระของเฟด นับตั้งแต่ก่อตั้งองค์กรเมื่อกว่า 100 ปีก่อน
อ้างอิง: reuters


