Volkswagen เผชิญจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เล็งปิดโรงงานในเยอรมนี 4 แห่ง ปลดพนักงานสูงสุด 100,000 คน เพื่อรับมือการแข่งขันจากจีนและยอดขายที่ซบเซา ท่ามกลางแรงต้านจากสหภาพแรงงานและภาครัฐ
KEY POINTS
- โฟล์คสวาเกนกำลังพิจารณาแผนปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยอาจปิดโรงงาน 4 แห่งในเยอรมนี และเลิกจ้างพนักงานสูงสุด 100,000 คน
- สาเหตุหลักเกิดจากแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของจีน ซึ่งกำลังเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดทั้งในจีนและยุโรป
- แผนการดังกล่าวเผชิญแรงต้านอย่างหนักจากฝ่ายแรงงานและรัฐบาลท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และมีอำนาจในการยับยั้งการตัดสินใจที่สำคัญของบริษัท
"โฟล์กสวาเกน" (Volkswagen) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ของฝั่งยุโรป กำลังเผชิญช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทเมื่อ 89 ปีก่อน หลังฝ่ายบริหารกำลังพิจารณาแผน "ปิดโรงงานในเยอรมนี 4 แห่ง" และเพิ่มการ "ปลดพนักงานเป็นสูงสุดถึง 100,000 คน"
รอยเตอร์สระบุว่า หากแผนดังกล่าวได้รับความเห็นชอบ จะถือเป็นการ "ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก" ทั้งในแง่จำนวนพนักงานที่ได้รับผลกระทบ และการปิดโรงงานผลิตรถยนต์
รายงานข่าวนี้สะท้อนถึงแรงกดดันที่กำลังบีบให้ผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมของยุโรปต้องเร่งปรับตัว หลังสูญเสียความได้เปรียบให้กับคู่แข่งรายใหม่ โดยเฉพาะผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจาก "จีน"
แหล่งข่าว 2 รายที่เกี่ยวข้องเปิดเผยกับรอยเตอร์สว่า กรรมการฝ่ายกำกับดูแลของทางโฟล์คสวาเกนได้รับทราบแผนดังกล่าวแล้ว และมีกำหนดหารืออย่างเป็นทางการในการประชุมวันที่ 9 ก.ค. นี้
ปรับโครงสร้างใหญ่สุดในประวัติศาสตร์
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ตามแผนการที่อยู่ระหว่างการพิจารณา หากบริษัทตัดสินใจปิดโรงงาน 4 แห่ง ที่เมืองฮันโนเวอร์ (Hanover), ซวิคเคา (Zwickau), เอมเดิน (Emden) และโรงงานของ Audi ที่เมืองเนคคาร์ซุล์ม (Neckarsulm) จะส่งผลกระทบต่อตำแหน่งงานมากกว่า 45,000 ตำแหน่ง เพิ่มเติมจากแผนการปลดพนักงาน 50,000 คน ที่บริษัทกำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน
หากโฟล์คสวาเกนปลดพนักงานครบ 100,000 คน และปิดโรงงานประกอบรถยนต์ 4 แห่งตามแผน จะถือเป็นการ "ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก"
ขนาดของการปรับโครงสร้างดังกล่าวอาจเทียบได้กับการปรับองค์กรครั้งใหญ่ของ "เจนเนอรัล มอเตอร์ส" (General Motors) หรือ GM มั้งก่อนและระหว่างการล้มละลายในปี 2009 หรือในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ที่บริษัทปลดพนักงานรวมสูงถึง 74,000 คนภายในระยะเวลา 4 ปี และได้สั่งปิดหรือหยุดดำเนินงานโรงงานถึง 21 แห่ง
ในรายงานข่าวล่าสุดวันจันทร์นี้ (29 มิ.ย.) รอยเตอร์สรายงานว่าฝ่ายบริหารของโฟล์คสวาเกนได้แจ้งต่อฝ่ายตัวแทนพนักงานของกลุ่มบริษัทว่า แผนการลดจำนวนพนักงานที่ตกลงกันไว้ในปัจจุบัน "ยังไม่เพียงพอ" โดยอ้างข้อมูลตามบันทึกของสภาแรงงาน แต่ยังไม่มีการระบุจำนวนการลดตำแหน่งงานเพิ่มเติม และยังไม่มีการแจ้งต่อฝ่ายตัวแทนพนักงาน
นิตยสาร Manager Magazin รายงานว่า โฟล์คสวาเกนยังมีแผนลดงบลงทุนลง 15% เหลือเพียงกว่า 130,000 ล้านยูโร ภายในระยะ 5 ปีข้างหน้า ขณะที่ โอลิเวอร์ บลูเม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และอาร์โน แอนท์ลิทซ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) กำลังผลักดันการปรับโครงสร้างบริษัทครั้งใหญ่ รวมถึงการแยกธุรกิจแบรนด์โฟล์คสวาเกนและธุรกิจชิ้นส่วนออกมาเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก
แรงบีบหนักจากรถยนต์จีน-ภาษีสหรัฐ
การปรับโครงสร้างครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่โฟล์คสวาเกนเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ผลิตรถยนต์จีน มาตรการภาษีนำเข้ารถยนต์ของสหรัฐ และอุปสงค์รถยนต์ในยุโรปที่อ่อนแอลง ซึ่งบริษัทเคยยอมรับก่อนหน้านี้ว่าได้ทำให้รูปแบบธุรกิจเดิมของบริษัทไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน
แรงกดดันจาก "จีน" กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด เนื่องจากตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ "รถยนต์ไฟฟ้า" (อีวี) อย่างรวดเร็ว ขณะที่ผู้ผลิตท้องถิ่นสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและลดต้นทุนได้อย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลจาก AlixPartners ระบุว่า ส่วนแบ่งตลาดของผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติในจีนลดลงเหลือ 32% ในปี 2025 จาก 57% ในปี 2020
โฟล์คสวาเกนซึ่งเคยครองตำแหน่งผู้ผลิตรถยนต์ "อันดับ 1" ในจีนมาเป็นเวลาหลายปี ถูก "BYD" แซงขึ้นเป็นผู้นำในปี 2024 ก่อนจะหล่นลงมาอยู่อันดับ 3 ในปี 2025
แรงกดดันดังกล่าวเริ่มลุกลามไปยังผู้ผลิตรถยนต์พรีเมียมอย่าง "BMW" ซึ่งเพิ่งออกคำเตือนผลประกอบการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบุว่ายอดขายในจีนที่อ่อนแอเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตรถยนต์จีนยังเร่งขยายธุรกิจเข้าสู่ยุโรป ซึ่งเป็นตลาดหลักของโฟล์คสวาเกน โดยข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ยุโรป ระบุว่า BYD, Chery, SAIC และ Leapmotor มีส่วนแบ่งตลาดรวมในยุโรปเพิ่มขึ้นเป็น "สองเท่า" ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ เมื่อเทียบกับปีก่อน และยังมีผู้ผลิตจีนอีกหลายสิบรายที่กำลังเตรียมเข้าสู่ตลาดยุโรป
ฝ่ายบริหารย้ำต้องเปลี่ยนครั้งใหญ่
แม้ฝ่ายบริหารจะเห็นว่าการปรับโครงสร้างเป็นสิ่งจำเป็น แต่แผนดังกล่าวกำลังเผชิญแรงต้านอย่างหนักจากฝ่ายแรงงาน
สภาแรงงานของโฟล์คสวาเกนเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า ฝ่ายบริหารได้แจ้งต่อฝ่ายตัวแทนพนักงานว่า แผนลดจำนวนพนักงานที่ตกลงกันไว้ในปัจจุบัน "ยังไม่เพียงพอ" แม้จนถึงขณะนี้บริษัทจะยังไม่ได้เปิดเผยตัวเลขการลดพนักงานเพิ่มเติมต่อฝ่ายแรงงานก็ตาม
ขณะที่ ดาเนียลา คาวัลโล ผู้นำสภาแรงงานของโฟล์คสวาเกนระบุว่า ฝ่ายแรงงานยังไม่ได้รับการแจ้งหรือมีส่วนร่วมในการหารือ เกี่ยวกับแผนปลดพนักงานสูงสุด 100,000 คนที่มีรายงานออกมาก่อนหน้านี้
ความขัดแย้งดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดสำคัญของโฟล์คสวาเกน ซึ่งมีโครงสร้างธรรมาภิบาลแตกต่างจากผู้ผลิตรถยนต์รายอื่น "เนื่องจากฝ่ายแรงงานมีบทบาทอย่างมากในการกำหนดทิศทางบริษัท"
การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ทุกเรื่องต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับดูแล ซึ่งตามปกติฝ่ายแรงงานครองที่นั่งครึ่งหนึ่ง และปัจจุบันกลับมีเสียงข้างมาก หลังกรรมการอิสระ ซูซานเนอ วีแกนด์ ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งอีกวาระ
นอกจากนี้ รัฐบาลท้องถิ่นรัฐโลเวอร์แซกโซนี ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 2 ของโฟล์คสวาเกน ยังมีอำนาจยับยั้งการตัดสินใจสำคัญตามกฎหมาย และประกาศชัดเจนแล้วว่าจะไม่เห็นชอบต่อแผนปิดโรงงาน
ด้านสภาแรงงานและสหภาพแรงงาน IG Metall ออกแถลงการณ์ร่วมว่า หากบริษัทเดินหน้าแผนดังกล่าวจริง "เราจะทำทุกวิถีทางเพื่อขัดขวาง"
ด้านมัทเธียส ชมิดท์ นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมยานยนต์อิสระ กล่าวว่า โฟล์คสวาเกนต้องเผชิญกับปัญหาที่สะสมมานาน จากการไม่สามารถปรับลดจำนวนพนักงานให้สอดคล้องกับสภาพตลาด เนื่องจากถูกจำกัดโดยอิทธิพลของรัฐบาลท้องถิ่นและสหภาพแรงงาน
"เมื่อความเป็นจริงของตลาดเปลี่ยนไป ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของเยอรมนีจึงได้รับผลกระทบหนักที่สุด"
ต้นทุนไม่ใช่ต้นเหตุทั้งหมด
แม้ตลาดจะตอบรับข่าวการลดต้นทุนด้วยความระมัดระวัง แต่ยังมีนักลงทุนจำนวนมากตั้งคำถามว่า การปลดพนักงานและปิดโรงงานจะเพียงพอต่อการพลิกฟื้นบริษัทหรือไม่
หุ้นโฟล์คสวาเกนซื้อขายใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 16 ปี หลังนักลงทุนยังไม่เชื่อมั่นว่าแผนดังกล่าวจะประสบความสำเร็จ
อิงโก สไปช์ ผู้จัดการกองทุนของ Deka ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของโฟล์คสวาเกนให้ความเห็นว่า "ต้นทุนที่สูงเป็นเพียงอาการ ไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหา"
สไปช์มองว่าปัญหาที่แท้จริงคือ ยอดขายที่อ่อนแอ และสิ่งที่โฟล์คสวาเกนจำเป็นต้องทำคือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคต้องการอย่างแท้จริง เพราะหากสามารถสร้างรถยนต์ที่ขายดีได้ การถกเถียงเรื่องการลดต้นทุนก็จะยุติลงเอง





