ทรัมป์ ได้สร้างความไม่แน่นอนทั่วโลกผ่านนโยบายต่างประเทศ สงครามการค้า และความขัดแย้งทางทหาร สถานการณ์ปัจจุบันถูกมองว่าเป็น "โลกสามใบ" ที่ซ้อนทับกัน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ และจีนที่เกิดจากนโยบายของทั้งสองฝ่าย
KEY POINTS
- ทรัมป์ ได้สร้างความไม่แน่นอนทั่วโลกผ่านนโยบายต่างประเทศ สงครามการค้า และความขัดแย้งทางทหาร
- สถานการณ์ปัจจุบันถูกมองว่าเป็น "โลกสามใบ" ที่ซ้อนทับกัน
- ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ และจีนที่เกิดจากนโยบายของทั้งสองฝ่าย
- การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่อาจเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจโลกได้
ตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามาสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐในช่วงหนึ่งปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ทั้งโลกได้เผชิญกับความไม่แน่นอน ทั้งจากการเก็บภาษีศุลกากร การบุกจับผู้นำของเวเนซุเอลา รวมไปถึงการทำสงครามกับอิหร่าน กระทั่งทั้งโลกต้องเผชิญกับความผันผวนด้านราคาพลังงานจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ช่องเเคบที่เป็นทางผ่านของน้ำมันกว่า 1 ใน 5 ของโลก
แม้ว่าสงครามจะลากยาวมาแล้วหลายเดือน นายบิลาฮารี คอซิกาน อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์ กล่าวในหัวข้อ “The Nature of International Relations: From the War in Gaza and Iran to the US-China Minefield” ในงานอบรมเชิงปฏิบัติการซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือของ The National Press Foundation และ Hinrich Foundation ระหว่างวันที่ 21 - 24 มิ.ย.69 ว่า สงครามครั้งนี้ยังไม่สิ้นสุดลงในลักษณะที่เด็ดขาด และมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ "กระบวนการ" ระยะยาวเท่านั้น
“สหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ตกอยู่ในสงครามเงาหรือ Shadow War มานานกว่า 20 ปี ก่อนที่จะขยับขึ้นมาสู่เฟสที่มีการปะทะทางทหารโดยตรง แม้ปัจจุบันจะมีการประกาศหยุดยิง แต่ในไม่ช้าสถานการณ์จะกลับไปสู่ภาวะสงครามเงาที่มีเหตุการณ์ปะทะรุนแรงเกิดขึ้นเป็นระยะ และจะเกิดสงครามใหญ่ซึ่งเกี่ยวข้องกับอิหร่านอีกครั้งไม่ช้าก็เร็ว ไม่ว่าจะเป็นในอีก 5 หรือ 20 ปีข้างหน้าก็ตาม” อดีตนักการทูตระดับสูงกล่าว
วิกฤติ ‘โลกสามใบ’
นักวิชาการจำนวนหนึ่งเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า สงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่านเป็นผลจากการล่มสลายของระเบียบโลก และลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบเดิมที่เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ในประเด็นนี้ สตีเวน โอคูน ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ APAC Adivisory บริษัทที่ปรึกษาให้ภาคธุรกิจ กล่าวในหัวข้อ “The Gathering Geo-political Storm: Could the US midterm Election Means for Asia and Trade in an Era of “Quiet Quiting” From the US and China” ว่า ทั้งโลกกำลังเผชิญกับสภาวะ “โลก 3 ใบในเวลาเดียวกัน" ซึ่งเป็นการผสมผสานของอำนาจที่ขัดแย้งกัน
อย่างแรกคือ โลกขั้วอำนาจเดียว หรือ Unipolar World เป็นโลกที่สหรัฐ ภายใต้การนำของทรัมป์ สามารถดำเนินการตามความต้องการของตัวเองได้อย่างอิสระ โดยเฉพาะในนโยบายต่างประเทศที่แทบจะไม่มีการคานอำนาจหรือการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของเวเนซุเอลา หรืออิหร่าน
ต่อมาคือ โลกสองขั้วอำนาจ หรือ Bipolar World เป็นการแข่งขันที่เข้มข้นระหว่าง สหรัฐ และจีน ซึ่งเปรียบเสมือนการคุมเชิงทางยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในด้านการค้าและเทคโนโลยีที่ทั้งสองฝ่ายต่างมีอำนาจต่อรองสูง
ส่วนสุดท้ายคือ โลกหลายขั้วอำนาจ หรือ Multipolar World ในขณะที่ยักษ์ใหญ่สู้กัน ประเทศขั้วอำนาจกลางอื่นๆ เช่น สหภาพยุโรป อินเดีย และกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงเริ่มสร้างระเบียบใหม่ของตัวเองผ่านข้อตกลงทางการค้าต่างๆ เพื่อหาทางเลือกใหม่ที่ไม่ต้องพึ่งพาสหรัฐหรือจีนเพียงอย่างเดียว
อย่างแรก ทรัมป์ถูกมองว่าเป็นประธานาธิบดีที่ทรงอำนาจที่สุดคนหนึ่ง เพราะเขาสามารถเพิกเฉยต่อระบบการคานอำนาจเดิมของสหรัฐ และใช้ "ภาษี" เป็นอาวุธสำคัญในระดับโลก และทำให้ระเบียบการค้าโลกตามกฎกติกาเดิมถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง
แต่อีกหนึ่งปัจจัยที่ขับเคลื่อนระเบียบโลกนี้คือ นโยบายเชิงยุทธศาสตร์ของจีนโดยความตึงเครียดไม่ได้เริ่มจากทรัมป์ฝ่ายเดียว แต่มาจากความเปลี่ยนแปลงในปักกิ่ง โดยเฉพาะแผน "Made in China 2025" ที่มุ่งหวังครองความเป็นผู้นำใน 10 อุตสาหกรรมเทคโนโลยีหลัก
รวมทั้งนโยบาย "Dual Circulation" หรือความไม่สมดุลระหว่างตัวเลขการส่งออกและนำเข้าของจีน ที่เน้นส่งสินค้าภายในประเทศออกไปขายต่างประเทศแต่กลับไม่นำเข้าสิ่งของจากประเทศใดมากนัก
ในประเด็นเรื่องความไม่สมดุลของตัวเลขการนำเข้า และส่งออกนี้ ซารา ตง นักวิจัยอาวุโส สถาบันเอเชียตะวันออก มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ อธิบายในหัวข้อ “Viewing China From the Inside Out” ว่า จีนต้องการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการนำความมั่งคั่งจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเศรษฐกิจภายในเผชิญกับความท้าทาย ทั้งวิกฤติประชากรสูงวัยอย่างรวดเร็วสวนทางกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ การว่างงานของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่พุ่งสูงขึ้น วิกฤติอสังหาริมทรัพย์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งความมั่งคั่งของชาวจีน และสถานะทางการเงินของรัฐบาลท้องถิ่นที่ขายรายได้จากการขายที่ดิน และความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นที่ลดลง เป็นต้น
จากปัจจัยทั้งหมด ทั้งการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเทคโนโลยีชั้นสูง และความไม่สมดุลของการส่งออก และนำเข้าทำให้สหรัฐ ทั้งพรรคเดโมแครต และรีพับลิกันมองว่าจีนเป็นภัยคุกคามที่ต้องสกัดกั้น
ดังนั้นนี่จึงเป็นคำตอบที่ว่า ไม่ว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคไหนจะชนะการเลือกตั้งระเบียบโลกแบบเดิมก็จะไม่กลับมา และสหรัฐก็จะยังดำเนินนโยบายการต่างประเทศและการค้ากับเช่นจีนเช่นต่อไป
อย่างไรก็ตาม สตีเวน อธิบายว่า ระดับความเข้มข้นอาจแตกต่างกัน โดยเฉพาะหากเป็นเดโมเเครตวิธีการอาจเป็นไปตามครรลองทางการทูตที่ทั่วโลกคุ้นเคยซึ่งอาจส่งผลให้ความผันผวนในระเบียบการค้า และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในปัจจุบันปรับตัวดีขึ้น
ดังนั้นสิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในเดือนพ.ย. เพราะมันไม่ได้เป็นเพียงการเลือกตัวแทนในสภาเท่านั้น แต่เป็นดัชนีชี้วัดความนิยมของประธานาธิบดี และเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนสมดุลอำนาจโลก
หัวใจสำคัญของการเลือกตั้งกลางเทอม โดยเฉพาะในสภาผู้แทนราษฎร มักถูกตัดสินด้วย "คะแนนนิยมของประธานาธิบดี" หากคะแนนนิยมต่ำกว่า 50% หรืออยู่ที่ราว 40% พรรครัฐบาลมักจะสูญเสียที่นั่งจำนวนมาก
ในกรณีของทรัมป์ มีการคาดการณ์คะแนนนิยมไว้ที่ 37% ในการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะถึงนี้ ดังนั้นจึงอาจนำไปสู่การสูญเสียที่นั่งอย่างเห็นได้ชัด และเกิดปรากฏการณ์ "Blue Wave" หรือการที่พรรคเดโมแครตกลับมาครองอำนาจทั้งสองสภาเหมือนในปี 2006
การเลือกตั้งกลางเทอมจึงเป็นโอกาสเดียวที่ฝ่ายค้านจะกลับมามีอำนาจในสภาเพื่อใช้เป็น "เบรก" ตรวจสอบนโยบายของทรัมป์ โดยเฉพาะนโยบายที่ส่งผลกระทบระดับโลก
ที่สำคัญ โดยปกติการเลือกตั้งสหรัฐ จะเน้นประเด็นในประเทศ แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไปเพราะจะมีประเด็นระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
อย่างแรกคือ การโจมตีแคนาดาผ่านภาษี และการเจรจา USMCA ส่งผลโดยตรงต่อ 8 มลรัฐของสหรัฐที่มีเขตติดต่อหรือพึ่งพาการส่งออกไปแคนาดา ซึ่งรัฐเหล่านี้จะมีผลอย่างมากต่อการตัดสินที่นั่งในวุฒิสภา รวมทั้งความไม่นิยมในสงครามอิหร่านถูกนำไปเปรียบเทียบกับสงครามอิรักในอดีต ซึ่งเคยเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้พรรครีพับลิกันพ่ายแพ้มาแล้ว
อาวุธของทรัมป์เหลืออะไรอยู่บ้าง ?
แต่ก่อนที่การเลือกตั้งกลางเทอมจะมาถึง ในช่วงเวลา 3-4 เดือนก่อนที่การเลือกตั้งกลางเทอมจะมาถึง ทรัมป์มีอาวุธอะไรเหลืออยู่บ้างในการทำให้ระเบียบโลกที่เขาสร้างขึ้นยังอยู่ได้ต่อไป สตีเวน อธิบายว่า ประกอบด้วย 4 ชนิดด้วยกัน
- อันแรกคือ Section 122: เดิมทีถูกใช้เป็นมาตรการชั่วคราวซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีประกาศเก็บภาษีได้สูงสุด 15% (ปัจจุบันเก็บอยู่ที่ 10% ทั่วโลก) โดยมีระยะเวลาบังคับใช้ 6 เดือน
- ต่อมาคือ Section 301: ใช้จัดการกับ "การค้าที่ไม่เป็นธรรม" (Unfair trading practices) ล่าสุดมีการนำมาใช้ในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และแรงงานบังคับ โดยมีการสืบสวนกว่า 60 รัฐบาล ซึ่งอาจนำไปสู่การเก็บภาษีเพิ่มเติมที่ 10% ถึง 12.5%
- สามคือ Section 232: มุ่งเน้นไปที่สินค้าบางประเภทโดยอ้างเหตุผลด้าน "ความมั่นคงแห่งชาติ" เช่น อะลูมิเนียม เหล็ก หรือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
- สุดท้ายคือ ส่วนต่างทางภาษี: เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญมาก โดยปัจจุบันสหรัฐ เก็บภาษีสินค้าจากจีนประมาณ 35% ขณะที่เก็บจากไทยหรือเวียดนามเพียงประมาณ 19-20% ทำให้เกิด "ส่วนต่าง 15%" ที่เป็นตัวขับเคลื่อนการย้ายฐานการผลิต
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





