ท่ามกลางแนวโน้มสงครามอิหร่านที่เริ่มคลี่คลาย นักลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญกับภัยคุกคามครั้งใหม่จากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ (Super El Niño) ที่ลากยาวไปจนถึงปี 2027
KEY POINTS
- ปรากฏการณ์ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ที่คาดว่าจะลากยาวถึงปี 2027 กลายเป็นความเสี่ยงครั้งใหม่ต่อตลาดหุ้นโลก โดยจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตการเกษตร ความต้องการพลังงาน และอาจกระตุ้นให้เงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้น
- กลุ่มธุรกิจการเกษตรและปุ๋ยได้รับผลกระทบแตกต่างกัน โดยผลผลิตปาล์มและน้ำตาลในเอเชียมีแนวโน้มลดลง แต่ถั่วเหลืองในสหรัฐฯ และบราซิลอาจดีขึ้น ขณะที่หุ้นกลุ่มปุ๋ยไนโตรเจนและระบบชลประทานมีแนวโน้มได้ประโยชน์
- ภาคพลังงานในเอเชีย (โดยเฉพาะผู้ผลิตไฟฟ้า) จะได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้น สวนทางกับหุ้นพลังงานในสหรัฐฯ ที่อาจได้รับผลกระทบเชิงลบ ส่วนกลุ่มเหมืองแร่อาจเผชิญปัญหาการผลิตจากสภาพอากาศแปรปรวน
- กลุ่มประกันวินาศภัยในสหรัฐฯ อาจได้ประโยชน์จากพายุเฮอริเคนที่ลดลง แต่สถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อให้ภาคเกษตรและประมง (เช่น ในเปรูและอินเดีย) มีความเสี่ยงสูงขึ้น
ท่ามกลางแนวโน้มสงครามอิหร่านที่เริ่มคลี่คลาย นักลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญกับภัยคุกคามครั้งใหม่จากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ (Super El Niño) ที่ลากยาวไปจนถึงปี 2027 ซึ่งอาจผลักดันให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้น กระทบผลผลิตทางการเกษตร ดันความต้องการใช้ไฟฟ้า และจุดชนวนเงินเฟ้อให้กลับมาปะทุอีกครั้ง สถานการณ์นี้ส่อเค้าสร้างความซับซ้อนต่อนโยบายของธนาคารกลาง และถือเป็นความเสี่ยงครั้งใหญ่ต่อตลาดหุ้นทั่วโลกที่กำลังซื้อขายใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า โอเล ฮานเซน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าจาก Saxo Bank ชี้ว่า เอลนีโญเกิดขึ้นในจังหวะที่เปราะบางอย่างยิ่ง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังคงต้องปรับตัวกับผลพวงด้านเงินเฟ้อจากความขัดแย้งในอิหร่าน ในขณะที่ห่วงโซ่อุปทานก็ยังคงชะงักงันมานานหลายเดือน
ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์สภาพภูมิอากาศของสหรัฐ ระบุว่า มีโอกาสถึง 63% ที่ปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งเกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะทวีความรุนแรงจนกลายเป็นเหตุการณ์ระดับ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ลากยาวไปจนถึงปี 2027 สภาพอากาศนี้จะทำให้เกิดฝนตกหนักในบางพื้นที่และภัยแล้งรุนแรงในภูมิภาคอื่นๆ
ผลกระทบดังกล่าวเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว ทั้งฤดูมรสุมของอินเดียที่ล่าช้า และการระงับการทำประมงชั่วคราวในเปรู โดยงานวิจัยจากวิทยาลัยดาร์ตมัธ เผยว่า ครั้งล่าสุดที่โลกเผชิญกับเอลนีโญรุนแรงระดับนี้ในช่วงปี 2015-2016 ได้สร้างความเสียหายต่อผลิตภาพ (Productivity) ทั่วโลกคิดเป็นมูลค่ากว่า 7.8 ล้านล้านดอลลาร์
นักลงทุนกำลังจับตาการปรับพอร์ตการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ ดังนี้
กลุ่มเกษตรกรรมและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (Agriculture and aquaculture)
ภาคการเกษตรมีแนวโน้มรับผลกระทบหนักที่สุด แม้จะแตกต่างกันไปตามภูมิภาค อินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตปาล์มน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก อาจเผชิญสภาพอากาศที่ร้อนและแล้งขึ้น ฉุดรั้งผลผลิตและกดดันหุ้นกลุ่มเพาะปลูก ขณะที่ผลผลิตข้าวโพด ข้าวสาลีของโลก รวมถึงน้ำตาลในเอเชียก็อาจได้รับผลกระทบเชิงลบ ด้านอินเดียผู้ผลิตน้ำตาลเบอร์สองของโลก ได้สั่งระงับการส่งออกจนถึงสิ้นเดือนกันยายน ส่งผลให้หุ้นโรงงานน้ำตาลร่วงลงอย่างหนัก
แต่ปริมาณน้ำฝนที่ดีขึ้นในอาร์เจนตินาและราคาน้ำตาลที่สูงขึ้นอาจเป็นผลดีต่อบริษัทในลาตินอเมริกา ขณะที่ผลผลิตถั่วเหลืองในสหรัฐและตอนใต้ของบราซิลก็มีแนวโน้มเติบโตดี นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทระบบชลประทานและการจัดการน้ำในอินเดีย รวมถึงผู้ผลิตน้ำมันสาหร่ายในยุโรป ก็อาจได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันปลาเปรูที่พุ่งสูงขึ้น
กลุ่มปุ๋ยและเคมีภัณฑ์ (Fertilisers)
ภาวะอุปทานพืชผลที่ตึงตัวจะหนุนความต้องการสารอาหารหลักในการเพาะปลูก ทำให้หุ้นกลุ่มปุ๋ยไนโตรเจนอย่าง CF Industries และ Nutrien มีแนวโน้มได้รับประโยชน์ รวมถึงกลุ่มบริษัทผลิตภัณฑ์ปกป้องพืชผลอย่าง Corteva Inc. ในสหรัฐ เนื่องจากเกษตรกรจำเป็นต้องลงทุนในเทคโนโลยีและเคมีภัณฑ์เพื่อรักษาผลผลิต
ในทางกลับกัน ภัยแล้งอาจฉุดความต้องการใช้ปุ๋ยโพแตช ส่งผลให้บริษัทที่เน้นปุ๋ยประเภทนี้อย่าง The Mosaic Co อาจเสียเปรียบ
กลุ่มพลังงาน (Energy)
ผลกระทบต่อภาคพลังงานแตกออกเป็นสองทิศทาง ในภูมิภาคเอเชีย อุณหภูมิที่พุ่งสูงจะดันความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศและสร้างภาระหนักต่อโครงข่ายไฟฟ้า หนุนหุ้นกลุ่มผลิตไฟฟ้าในจีนและอินเดียให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
แต่อุณหภูมิในช่วงฤดูร้อนที่เย็นลงและฤดูหนาวที่อุ่นขึ้นในสหรัฐ อาจกดดันความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับการทำความร้อน ส่งผลเชิงลบต่อหุ้นพลังงานในสหรัฐ เช่น APA Corp, EQT Corp และ EOG Resources Inc.
กลุ่มเหมืองแร่ (Mining)
ฝนที่ตกหนักในอเมริกาใต้อาจสร้างความปั่นป่วนต่อเครือข่ายการขนส่งและกระทบการทำเหมืองแร่ โดยเฉพาะเหมืองทองแดงในชิลีและเปรู ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงต้นทุนและห่วงโซ่อุปทานของกลุ่มโลหะและการผลิต ขณะเดียวกัน ภาวะขาดแคลนไฟฟ้าอาจกระทบการหลอมอะลูมิเนียมในภูมิภาคต่างๆ เช่น จีน และปัญหาภัยแล้งอาจฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียลงถึง 1% กระทบต่อหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ในประเทศ
กลุ่มการเงินและประกันภัย (Insurance, financials)
ผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศนี้จะสร้างแนวโน้มที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ในฝั่งของบริษัทประกันวินาศภัยในซีกโลกเหนือ โดยเฉพาะในสหรัฐ มีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์และมีค่าใช้จ่ายในการเคลมประกันลดลง เนื่องจากเอลนีโญมักทำให้ความรุนแรงของพายุเฮอริเคนซึ่งเป็นต้นทุนการเคลมหลักปรับตัวลดลง
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของภาคธนาคารพาณิชย์กลับเผชิญความเสี่ยงที่น่ากังวล โดยเฉพาะสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อให้กับภาคธุรกิจที่อ่อนไหวต่อสภาพอากาศ โดยนักวิเคราะห์จาก JPMorgan Chase & Co ประเมินว่าธนาคารในเปรูจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากการปล่อยสินเชื่อในภาคการทำประมงและการเกษตร จนนำไปสู่การปรับลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคารในเปรู นอกจากนี้ กลุ่มผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อยในอินเดีย ก็อาจต้องแบกรับผลกระทบจากรายได้ของเกษตรกรที่หดตัวลงตามปริมาณมรสุมที่อ่อนกำลังลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กดดันแนวโน้มผลประกอบการของภาคการเงินต่อไปในอนาคต





