จาก Nifty Fifty สู่ ฟองสบู่ดอตคอม และวันนี้กับดีลสเปซเอ็กซ์ของอีลอน มัสก์ ที่ถูกนักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่าเป็น 'แชร์ลูกโซ่' ย้อนรอยบทเรียนตลาดทุนเมื่อเรื่องเล่า วิสัยทัศน์ และความหวังในอนาคต กลายเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนยอมจ่ายแพงเป็น 100 เท่ากว่าผลกำไรที่จับต้องได้
KEY POINTS
- นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล พอล ครุกแมน วิจารณ์โมเดลธุรกิจของอีลอน มัสก์ ว่ามีลักษณะคล้าย "แชร์ลูกโซ่" ที่มูลค่าถูกขับเคลื่อนด้วยความเชื่อ และเรื่องเล่ามากกว่าผลประกอบการจริง
- มูลค่าบริษัทของมัสก์ถูกมองว่าเกิดจากวงจรที่นักลงทุนเชื่อในวิสัยทัศน์ ทำให้ราคาหุ้นพุ่งสูง ซึ่งยิ่งดึงดูดนักลงทุนรายใหม่เข้ามาซื้อต่อในราคาที่สูงกว่าเดิม
- บทความได้ย้อนเปรียบเทียบปรากฏการณ์นี้กับภาวะฟองสบู่ในอดีต เช่น หุ้นกลุ่ม "Nifty Fifty" และยุค "ดอตคอม" ที่นักลงทุนเคยซื้อ "ความฝัน" ในราคาสูงเกินความเป็นจริง
นักเศรษฐศาสตร์ระดับรางวัลโนเบล "พอล ครุกแมน" เพิ่งสวนกระแสตลาดเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์ดีลไอพีโอ "สเปซเอ็กซ์" (SpaceX) ของอีลอน มัสก์ ไปอย่างเจ็บแสบ โดยตั้งคำถามว่านี่อาจเป็นเพียงแค่การขายฝันอีกครั้ง ของนักสร้างสตอรีอย่างอีลอน มัสก์เท่านั้น
เพราะที่ผ่านมาก็ขายฝันมาแล้วหลายครั้งยังไม่สำเร็จจริงๆ ในระดับที่อ้างไว้สักเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการ "ไฮเปอร์ลูป" ของบริษัท บอริ่ง คอมพานี การฝังชิปในสมองของบริษัท นิวรัลลิงก์ และโรโบแท็กซี่ ของเทสลา อิงก์ จึงยิ่งไม่ต้องพูดถึงการขายฝันล่าสุดที่จะไปตั้งอาณานิคมบนดาวอังคารของบริษัทสเปซเอ็กซ์ ที่กำลังเป็นกระแสไปทั่วโลกในวันนี้
แต่คำวิจารณ์ที่แรงที่สุด และทำให้หลายฝ่ายต้องหยุดฟังก็คือ ครุกแมนกำลังเปรียบดีลของอีลอน มัสก์ว่า ไม่ต่างอะไรกับ "แชร์ลูกโซ่" (Ponzi scheme)
ดีลของมัสก์เป็นแชร์ลูกโซ่ได้ยังไง
แน่นอนว่าครุกแมนไม่ได้กล่าวหาว่า มัสก์หรือสเปซเอ็กซ์ กำลังทำความผิดแบบเดียวกับกรณีอื้อฉาวของ "เบอร์นี แมดอฟฟ์" ผู้ก่อคดีแชร์ลูกโซ่ที่สร้างความเสียหายหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในสหรัฐ แต่สิ่งที่ครุกแมนกำลังโจมตีคือ "กลไกการสร้างมูลค่าที่ขับเคลื่อนด้วย 'ความเชื่อ' มากกว่าผลประกอบการ"
ในมุมมองของเขา ความมั่งคั่งของมัสก์เกิดจากวงจรที่นักลงทุนเชื่อในวิสัยทัศน์ และสตอรีของผู้ก่อตั้ง จึงแห่เข้าซื้อหุ้น ส่งผลให้มูลค่าบริษัทพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นก็ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นอัจฉริยะของมัสก์ ดึงดูดนักลงทุนรายใหม่เข้ามาอีกระลอก วงจรดังกล่าวดำเนินซ้ำไปเรื่อยๆ เป็นวนลูปจนเกิดสิ่งที่ครุกแมนเรียกว่า "ความเชื่อที่สร้างความจริงขึ้นมาเอง" (Self-Fulfilling Faith)
กล่าวอีกนัยหนึ่ง นักลงทุนจำนวนไม่น้อยอาจไม่ได้ซื้อหุ้นเพราะกำไรในปัจจุบันหรือแนวโน้มกำไรในอนาคต แต่ซื้อเพราะเชื่อว่าคนรุ่นถัดไปจะยอมซื้อในราคาที่สูงกว่า
อดีต รมว.สหรัฐชี้เป็นแชร์ลูกโซ่ใหญ่สุดใน ปวศ.
นักเศรษฐศาสตร์ที่สวนกระแสออกมาวิพากษ์ไม่ได้มีแค่พอล ครุกแมน เท่านั้น แต่ยังรวมถึง "โรเบิร์ต ไรช์" ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และอดีตรัฐมนตรีแรงงานในรัฐบาลประธานาธิบดีบิล คลินตัน ก็วิจารณ์ถึงดีลสเปซเอ็กซ์ล่าสุดว่า อาจเป็นแชร์ลูกโซ่ที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาล และเปรียบเทียบกับกระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล (DOGE) ที่มีอายุสั้น
"ไอพีโอของสเปซเอ็กซ์ในวันพรุ่งนี้ อาจกลายเป็นแชร์ลูกโซ่ที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาล และคุณกับผมกำลังเป็นคนจ่ายส่วนหนึ่งของต้นทุน ไม่ว่าเราจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม" ไรช์โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X
ไรซ์ระบุในบทความบน Substack ว่า มัสก์กำลังเสนอขายหุ้นสเปซเอ็กซ์ที่มูลค่าประมาณ 100 เท่าของรายได้ทั้งหมดของบริษัทในปี 2025 (18,700 ล้านดอลลาร์) ซึ่งการกำหนดมูลค่าดังกล่าวเป็นการเคลื่อนไหวที่ "กล้าได้กล้าเสียอย่างยิ่ง" แต่เป้าหมายของบริษัทในการสร้างที่อยู่อาศัยบนดาวเคราะห์ดวงอื่น และการเดินทางระหว่างดวงดาวนั้น เป็น "ภารกิจที่เต็มไปด้วยการคาดการณ์ และความไม่แน่นอน" และมองว่าการทำไอพีโอครั้งนี้ "ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าแค่การแสดงออกถึงศรัทธาในตัวมัสก์"
ย้อนอดีตปรากฏการณ์ “Nifty Fifty”
หากจะหาตัวอย่างในอดีตที่ตลาดให้ราคาหุ้นด้วย “ความเชื่อ” มากกว่าตัวเลขกำไร ก็คงหนีไม่พ้นปรากฏการณ์ที่เรียกกันว่า Nifty Fifty ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 ถึงต้นทศวรรษ 1970 ตอนนั้นนักลงทุนสถาบันในสหรัฐแห่กันเข้าหุ้นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ประมาณ 50 ตัวที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “หุ้นที่ตัดสินใจครั้งเดียว” (One-Decision Stocks) คือ ซื้อแล้วถือยาวไม่ต้องขาย ไม่ว่าราคาจะแพงแค่ไหนก็ตาม ตัวอย่างของหุ้นกลุ่มนี้ได้แก่ ไอบีเอ็ม, ซีร็อกซ์, โพลารอยด์, แมคโดนัลด์ และวอลท์ ดิสนีย์
ความเชื่อที่ว่าบริษัทเหล่านี้ “ดีเกินกว่าที่จะล้มหรือพลาด” ผลักให้ค่า P/E เฉลี่ยของกลุ่ม Nifty Fifty ในปี 1972 พุ่งไปแตะระดับ 42 เท่า ขณะที่ค่าเฉลี่ยของดัชนี S&P 500 อยู่ที่ราว 19 เท่า เท่านั้น บริษัทที่มี P/E ระดับสูงมากๆ ได้แก่ โพลารอยด์ 91 เท่า แมคโดนัลด์ 86 เท่า ดิสนีย์ 82 เท่า และเอวอน 65 เท่า ตรรกะของตลาดตอนนั้นคล้ายกับที่ครุกแมนพูดถึงมัสก์ในปัจจุบัน คือ เชื่อว่าการเติบโตของบริษัทจะ “ตามทันราคา” ในที่สุด
แต่เมื่อเกิดวิกฤติราคาน้ำมัน และการล่มสลายของระบบเบรตตันวูดส์ (Bretton Woods) ในปี 1973 ตลาดหุ้นได้ร่วงหนักเข้าสู่ภาวะ “ตลาดหมี” ที่ทำให้ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงเกือบครึ่งหนึ่งหรือราว 45% ภายในเวลาแค่สองปี และหุ้นกลุ่ม Nifty Fifty ที่เคยถูกมองว่าแพงเพราะคุณภาพ กลับร่วงหนักกว่าตลาดโดยรวมหลายเท่า โพลารอยด์ร่วงลงกว่า 90% เอวอนร่วงลงกว่า 85%
บริษัทเหล่านี้ไม่ได้เป็นธุรกิจหลอกลวงแบบแชร์ลูกโซ่ บริษัทหลายแห่งยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปอีกหลายสิบปี สิ่งที่พังทลายไม่ใช่บริษัท แต่เป็น “ความคาดหวัง” ของนักลงทุน ซึ่งบทเรียนสำคัญจากยุคนั้นคือ บริษัทที่ยอดเยี่ยมไม่ได้หมายความว่าหุ้นจะเป็นการลงทุนที่ยอดเยี่ยมเสมอไป หากราคาหุ้นสะท้อนอนาคตไปไกลเกินความเป็นจริงมาก
ถอดสตอรียุค ‘ฟองสบู่ดอตคอม’
อีกบทเรียนคลาสสิกที่มักถูกหยิบมาเทียบเคียงคือ “ฟองสบู่ดอตคอม” ช่วงปลายทศวรรษ 1990 ยุคที่ตลาดให้มูลค่าบริษัทอินเทอร์เน็ตจาก “สตอรีอนาคต” ของโลกดิจิทัลที่จะมาเปลี่ยนอุตสาหกรรม มากกว่าตัวเลขกำไรที่จับต้องได้จริง นักลงทุนยอมจ่ายแพงให้กับบริษัทที่ยังไม่มีกำไรหรือบางแห่งไม่มีรายได้เลยด้วยซ้ำ เพียงเพราะเชื่อว่าใครมาก่อนจะได้ครองตลาดทั้งหมดในวันที่อินเทอร์เน็ตแพร่หลาย
บริษัทไอริเดียม (Iridium) ซึ่งเป็นบริษัทดาวเทียมสื่อสารที่แตกตัวออกมาจากโมโตโรลา เป็นกรณีตัวอย่างของบริษัทที่มีเทคโนโลยีจริงๆ เพียงแต่ได้ล้มละลายตามมาหลังจากนั้นจากการพัฒนาที่ช้าเกินไปเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ตัวเลขผู้ใช้งานห่างเป้า และมูลค่าที่ตลาดให้ไว้ล่วงหน้าบน “วิสัยทัศน์” ของบริษัทก็ไปไกลเกินกว่าความจริงมาก
ไอริเดียมใช้เวลากว่า 10 ปี และเงินลงทุนกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อสร้าง และส่งดาวเทียม 66 ดวงขึ้นสู่วงโคจรต่ำของโลก เป้าหมายคือ ให้คนสามารถโทรศัพท์ถึงกันได้จากทุกจุดบนโลกแม้ในพื้นที่ ที่ไม่มีสัญญาณมือถือ เป็นวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ในยุคนั้น หุ้นเข้าตลาดในปี 1997 ที่ราคา 20 ดอลลาร์ และพุ่งขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 72.19 ดอลลาร์ในเดือนพ.ค.1998 ท่ามกลางความเชื่อว่าระบบดาวเทียมที่ไม่มีใครเคยทำได้มาก่อนจะเปลี่ยนอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไปตลอดกาล
แต่เมื่อเปิดให้บริการจริงในเดือนพ.ย. ปีเดียวกัน กลับมีผู้ใช้เพียงหลักหมื่นคน ด้วยราคาเครื่องโทรศัพท์ที่แพงถึง 3,000 ดอลลาร์ และค่าโทรศัพท์นาทีละ 3-8 ดอลลาร์ จนทำให้ผลประกอบการออกมาห่างไกลจากที่คาดการณ์ไว้มาก จนสุดท้ายบริษัทผิดนัดชำระหนี้ 1.5 พันล้านดอลลาร์ และยื่นล้มละลายในปี 1999 ทั้งที่ดาวเทียมทุกดวงถูกส่งขึ้นวงโคจรสำเร็จตามแผนทุกประการ
ภาพรวมของตลาดในยุคนั้นสะท้อนถึงความร้อนแรงสุดแทบไม่ต่างกับในวันนี้ ดัชนีแนสแด็กพุ่งขึ้นไปแตะจุดสูงสุด 5,048.62 จุด ในวันที่ 10 มี.ค.2000 ก่อนจะทรุดลงถึง 78% จากจุดสูงสุดภายในเวลาสองปีครึ่ง
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกบริษัทที่ขายสตอรีอนาคตแล้วจะจบไม่ดี “อเมซอนดอตคอม” ในยุคเดียวกันก็ขาดทุนต่อเนื่องหลายปีแต่ยังถูกตลาดให้มูลค่าที่สูงมากจากวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้ง “เจฟฟ์ เบโซส” มากกว่าตัวเลขกำไร ซึ่งแม้ว่าราคาหุ้นจะตกลงเหลือแค่ราว 8 ดอลลาร์ ในช่วงฟองสบู่ดอตคอมแตกในปี 2001 จากที่เคยขึ้นไปเกือบ 107 ดอลลาร์ในปลายปี 1999 แต่ท้ายที่สุดก็กลับกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของโลกในวันนี้จากการเดิมพันในเทคโนโลยีที่ถูกต้อง โดยเฉพาะการลงทุนใน AWS และ AI ซึ่งสะท้อนว่าการขายสตอรีอาจไม่ได้ผิดเสมอไป แต่อยู่ที่ว่าวิสัยทัศน์นั้นจะกลายเป็นรายได้จริงได้เร็วพอก่อนที่ศรัทธาของตลาดจะหมดลงหรือไม่
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





