ราคาน้ำมันดิบกลับมาสูงขึ้น หลังสหรัฐเปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ ปมเฮลิคอปเตอร์ถูกสอยร่วงที่ช่องแคบฮอร์มุซ การปะทะกันตอกย้ำข้อตกลงสันติภาพยังเลือนลาง
บลูมเบิร์ก รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบดีดตัวกลับขึ้นมา หลังจากสหรัฐเปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ ตอบโต้กรณีเฮลิคอปเตอร์ของอเมริกาถูกยิงตก ซึ่งเหตุการณ์นี้กำลังกลายเป็นภัยคุกคามครั้งใหม่ต่อข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบาง ที่เพิ่งจะถูกทดสอบไปจากการโจมตีหลายครั้งในตะวันออกกลางเมื่อไม่นานมานี้
เช้าวันพุธนี้ (10 มิ.ย.69) ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต West Texas Intermediate (WTI) พุ่งขึ้นเกือบ 2% ไปเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะลดช่วงบวกลงมาบางส่วน หลังจากที่สัญญาน้ำมันดิบอ้างอิงนี้ปิดร่วงลงไป 3.4% เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยกองทัพสหรัฐแถลงว่า "การโจมตีเพื่อป้องกันตนเอง" ครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อตอบโต้กรณีที่เฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ (Apache) ถูกยิงตก
"ภารกิจนี้เป็นการตอบโต้ที่สมน้ำสมเนื้อต่อการรุกรานที่ไร้เหตุผลของอิหร่าน" กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (US Central Command) ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ขณะที่สถานีโทรทัศน์ IRIB ของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า เกาะเกชม์ (Qeshm Island) ในช่องแคบฮอร์มุซถูกโจมตี โดยมีเสียงระเบิดดังขึ้นอย่างน้อย 6 ครั้ง
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้กล่าวโทษอิหร่านว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งเขาระบุว่ากำลังปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนอยู่เหนือช่องแคบดังกล่าว พร้อมลั่นวาจาว่าจะต้องมีการตอบโต้ ทางด้านอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ได้โพสต์ข้อความบน X ตอบโต้การโจมตีล่าสุดของสหรัฐ ว่า กองทัพอิหร่านจะไม่ปล่อยให้การโจมตีหรือการคุกคามใดๆ ผ่านไปโดยไม่มีการตอบโต้แน่นอน
- การโจมตีเสี่ยงทำการเจรจาข้อตกลงสันติภาพล่ม
การโจมตีระลอกใหม่ของสหรัฐกำลังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของข้อตกลงหยุดยิงที่สั่นคลอนอยู่แล้วในภูมิภาค รวมถึงการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงที่ยั่งยืนระหว่างคู่ขัดแย้ง โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์ย้ำมาตลอดว่าการเจรจาสันติภาพยังคงดำเนินไปด้วยดี แม้จะเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงในช่วงต้นสัปดาห์ที่อิสราเอลและอิหร่านเปิดฉากโจมตีโต้ตอบกันก็ตาม
ซอล คาโวนิก นักวิเคราะห์อาวุโสด้านพลังงานจาก MST Marquee กล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้ "ยิ่งตอกย้ำว่าข้อตกลงใดๆ กับอิหร่านยังคงอยู่ห่างไกลความจริง แต่ตลาดก็ยังเบาใจได้บ้างที่การโจมตีนี้ยังอยู่ในระดับที่สมน้ำสมเนื้อ ไม่ใช่การเปิดฉากทำสงครามเต็มรูปแบบ ซึ่งสะท้อนว่าทุกฝ่ายยังคงต้องการข้อตกลงมากกว่าสงคราม"
สถานการณ์ความขัดแย้งระลอกล่าสุดนี้ เสี่ยงที่จะทำให้การปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญและกำลังถูกปิดล้อมสองชั้นโดยสหรัฐฯ และอิหร่าน ยืดเยื้อออกไปอีก สงครามครั้งนี้ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ได้ตัดขาดอุปทานน้ำมันดิบ เชื้อเพลิง และก๊าซธรรมชาติ และสร้างความกังวลว่าจะเกิดวิกฤตเงินเฟ้อตามมา
รายงานจากสถาบันปิโตรเลียมอเมริกา (API) ที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า คลังสำรองน้ำมันดิบของสหรัฐลดลง 9.1 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน ซึ่งสะท้อนถึงอุปทานทั่วโลกที่ลดลงเนื่องจากผู้ซื้อต่างพยายามหาแหล่งน้ำมันอื่นเพื่อทดแทนน้ำมันที่สูญเสียไปจากอ่าวเปอร์เซีย
"ทุกวันที่ผ่านไป ตลาดน้ำมันจะยิ่งตึงตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลกลดลงสู่ระดับต่ำอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน" คาโวนิก จาก MST Marquee กล่าวเสริม
- อัปเดตราคาน้ำมันช่วงเช้าวันพุธ (10 มิ.ย. 69)
น้ำมันดิบ WTI สัญญาซื้อขายล่วงหน้าเดือนกรกฎาคม ปรับตัวสูงขึ้น 1% อยู่ที่ 89.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 06:42 น. ตามเวลาสิงคโปร์
น้ำมันดิบเบรนท์ Brent สัญญาส่งมอบเดือนสิงหาคมปิดตลาดร่วงลง 3% อยู่ที่ 91.45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันอังคาร

