วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน 2569

Login
Login

Bank of America แนะ ‘เทขายหุ้นสหรัฐ’ มองคล้ายฟองสบู่ดอทคอม

Bank of America แนะ ‘เทขายหุ้นสหรัฐ’ มองคล้ายฟองสบู่ดอทคอม

Bank of America เตือนนักลงทุนให้ ‘ขายทำกำไร’ หลังพบสัญญาณเตือนตลาดหมีถูกกระตุ้นแล้วถึง 70% ขณะที่มูลค่าหุ้นสหรัฐหลายตัวอยู่ในระดับ ‘แพงเกินพื้นฐาน’ และคล้ายคลึงกับช่วงก่อนฟองสบู่ดอทคอมแตกเมื่อกว่า 25 ปีก่อน

ท่ามกลางตลาดหุ้นสหรัฐทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องจากกระแสโอกาสด้าน AI ในอีกมุมมองหนึ่ง บริษัทหลักทรัพย์ Bank of America Securities เตือนเหล่านักลงทุนว่า “ระมัดระวัง” การลงทุนในหุ้นสหรัฐ เนื่องจากมี “สัญญาณเตือนตลาดหมี” เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งบ่งชี้ว่า ตลาดอาจกำลัง “เข้าใกล้จุดสูงสุด” 

นักกลยุทธ์ที่นำโดยซาวิตา สุบรามาเนียน ระบุในรายงานลงวันที่ 5 มิถุนายนว่า ขณะนี้มีสัญญาณเตือนมากเกินไป พร้อมแนะนำให้นักลงทุน “ขายหุ้นทำกำไร”

นักวิเคราะห์ท่านนี้ระบุว่า ประมาณ 70% ของสัญญาณเตือนตลาดหมีเหล่านี้ได้ถูกกระตุ้นแล้ว ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยที่เคยเกิดขึ้นในช่วงก่อนตลาดทำจุดสูงสุดในอดีต โดยดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงหลักของตลาดหุ้นสหรัฐ มีมูลค่า “แพงเกินพื้นฐาน” ใน 17 จาก 20 ตัวชี้วัดทางสถิติ และมีระดับการประเมินมูลค่า “สูงกว่าช่วงฟองสบู่ดอทคอม” ใน 8 ตัวชี้วัด

ตัวชี้วัดที่ Bank of America ใช้ประกอบการวิเคราะห์ครอบคลุมทั้งข้อมูลความเชื่อมั่นผู้บริโภค คาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ กิจกรรมควบรวมกิจการ (M&A) ความตึงเครียดในตลาดสินเชื่อ รวมถึงดัชนีภาวะการปล่อยกู้ที่เข้มงวดขึ้น เช่น แบบสำรวจเจ้าหน้าที่สินเชื่ออาวุโสของธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve Senior Loan Officer Opinion Survey: SLOOS)

ผลสำรวจ SLOOS ที่เผยแพร่ในเดือนพฤษภาคมล่าสุดพบว่า ความต้องการสินเชื่อของผู้บริโภคยังคงอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน หุ้นที่มีค่า P/E สูงยังคงปรับตัวขึ้นเหนือกว่าหุ้นที่มีค่า P/E ต่ำอย่างมาก ซึ่งนักกลยุทธ์มองว่าเป็น “สัญญาณการเก็งกำไรที่ร้อนแรงเกินไป”

ในกลุ่มเทคโนโลยี สุบรามาเนียนระบุว่า ช่องว่างผลตอบแทนระหว่างหุ้น 20% ที่ทำผลงานดีที่สุดกับหุ้น 20% ที่ทำผลงานแย่ที่สุด กว้างที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2543 ซึ่งเป็น “ช่วงก่อนฟองสบู่ดอทคอมแตก”

เธอยังกล่าวว่า ผลตอบแทนที่แข็งแกร่งของดัชนี S&P 500 ได้บดบังความปั่นป่วนภายในตลาด โดยความแตกต่างของผลตอบแทนระหว่างหุ้น 10% ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดกับหุ้น 10% ที่แย่ที่สุดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ยุคหลังโควิด โดยอ้างอิงข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2529 ถึงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานบางด้านของหุ้นเทคโนโลยียังคงแข็งแกร่ง เช่น ระดับหนี้สิน การประเมินมูลค่า และความเข้มข้นในการลงทุน แต่ BofA ระบุว่า ปัจจัยส่วนใหญ่ได้อ่อนแอลงเมื่อเทียบกับการประเมินในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อัตราการเปลี่ยนกำไรเป็นกระแสเงินสด แทบไม่เติบโต ขณะที่การออกตราสารหนี้ระดับ Investment Grade และการเพิ่มทุนผ่านตลาดหุ้นเพิ่มขึ้น การซื้อหุ้นคืนเมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดชะลอตัวลง และสัดส่วนงบลงทุน (Capex) ต่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัท Hyperscaler ถูกคาดว่าจะพุ่งแตะเกือบ 100% ภายในสิ้นปีนี้ จากเพียง 40% ในปี 2566

อย่างไรก็ตาม เธอมองว่ายังคงมีโอกาสในการลงทุนรายตัวอยู่

“เรายังเห็นโอกาสในหุ้นหลายตัวของ S&P 500 แต่ไม่ใช่ในดัชนีที่ถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาดโดยรวม” สุพรามาเนียนกล่าว

ทั้งนี้ เธอตั้งเป้าหมายดัชนี S&P 500 ณ สิ้นปีไว้ที่ 7,100 จุด ขณะที่ดัชนีปิดตลาดวันจันทร์เพิ่มขึ้น 0.3% มาอยู่ที่ประมาณ 7,406 จุด ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายดังกล่าวแล้ว

อ้างอิง: bloomberg