ศรีลังกากำลังถูกจับตาว่าเป็น ‘ฐานใหม่’ ของเครือข่ายแก๊งสแกม ผู้เชี่ยวชาญเตือน นโยบายวีซ่าแบบผ่อนปรน และการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ กำลังดึงดูด ‘กลุ่มมิจฉาชีพจากทั่วโลก’ ให้เข้ามาปักหลัก หากไม่เร่งสกัดกั้น ศรีลังกาอาจกลายเป็น ‘ฮับสแกมแห่งใหม่’ ของภูมิภาค
นอกจากกัมพูชา และเมียนมาแล้ว ผู้เชี่ยวชาญ และนักสืบด้านอาชญากรรมไซเบอร์เตือนว่า “ศรีลังกา” กำลังกลายเป็น “ฐานแก๊งสแกมแห่งใหม่” ที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
เบื้องหลังการเป็นฐานใหม่นั้น เพราะศรีลังกาดูเหมือนมี “สิ่งที่แก๊งมิจฉาชีพต้องการ” ตั้งแต่นโยบายเข้าประเทศที่ค่อนข้างผ่อนปรน อาคาร และสำนักงานให้เช่าจำนวนมาก โครงข่ายโทรคมนาคมที่ค่อนข้างดี รวมถึงระบบโอนเงินนอกระบบที่มีมานาน ซึ่งเอื้อต่อการเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมาย
ทางการศรีลังกา ระบุว่า ได้จัดตั้งหน่วยปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ขึ้นใหม่ และจับกุมผู้ต้องสงสัยได้แล้วกว่า 1,000 คนในปีนี้ ส่วนใหญ่พบในพื้นที่ชายหาดฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม รวมถึงในกรุงโคลัมโบ เมืองหลวงของประเทศ
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่า ศรีลังกามีเวลาไม่มากในการรับมือกับเครือข่ายเหล่านี้ เนื่องจากผู้กระทำผิดมีความคล่องตัว และปรับตัวได้รวดเร็ว ขณะที่ช่องโหว่ด้านกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมาย ยังเปิดโอกาสให้กลุ่มดังกล่าวดำเนินงานได้ง่าย โดยเฉพาะการใช้ “วีซ่านักท่องเที่ยว” เป็นช่องทางเข้าประเทศ
“ศรีลังกามีปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอยู่แล้ว และเราไม่ได้ปราบปรามบริษัทเหล่านี้อย่างจริงจัง เพราะพวกเขาเข้ามาโดยใช้เพียงวีซ่านักท่องเที่ยว” ดิลรุกชี ฮันดูเนตติ ผู้อำนวยการศูนย์สื่อข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนแห่งศรีลังกา กล่าว
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า เมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกตรวจค้นทรัพย์สินแห่งหนึ่งบนชายฝั่งตะวันตก และพบชาวต่างชาติกว่า 150 คนที่ถูกกล่าวหาว่าดำเนินกิจการหลอกลวงออนไลน์ ต่อมาเพียงไม่กี่วัน ตำรวจได้เข้าตรวจค้นอาคารอพาร์ตเมนต์หลายชั้นใกล้กรุงโคลัมโบ และจับกุมชาวต่างชาติได้อีกกว่า 120 คน
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า รูปแบบการดำเนินงานของแก๊งสแกมกำลังเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่อาศัยศูนย์ปฏิบัติการขนาดใหญ่แบบ “คอมเพล็กซ์สแกม” มาเป็นการเช่าพื้นที่ในโรงแรม อพาร์ตเมนต์ และสำนักงาน ซึ่งสามารถย้ายเข้า และออกได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การติดตามตรวจสอบทำได้ยากขึ้น
รายงานของคณะกรรมาธิการรัฐสภาสหรัฐเมื่อปีที่แล้วเตือนว่า เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์กำลังย้ายเข้าสู่ประเทศที่มี “กฎหมายอ่อนแอ” กล่าวคือ มีศักยภาพด้านดิจิทัลสูง แต่มีข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมาย
นักสืบด้านสแกมเชื่อว่า ศูนย์ปฏิบัติการบางแห่งในศรีลังกา อาจมีบุคลากรที่เคยทำงานอยู่ในศูนย์สแกมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาก่อน โดยหลังหลบหนีออกมา พวกเขากลับนำทักษะที่ได้เรียนรู้ไปใช้ในเครือข่ายใหม่ เนื่องจากมีทางเลือกในการทำงานอื่นค่อนข้างจำกัด
กรณีของศรีลังกาชี้ให้เห็นว่า แก๊งสแกมไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในอาเซียนอีกต่อไป แต่กำลังขยายฐานไปทั่วโลก ตั้งแต่ตะวันออกกลางไปจนถึงแอฟริกา ท่ามกลางความกังวลว่าเครือข่ายเหล่านี้กำลังกลายเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่ทรงอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ
อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ศรีลังกามีความเสี่ยงคือ การมีชุมชนชาวจีนขนาดใหญ่จากโครงการลงทุนภายใต้ยุทธศาสตร์ Belt and Road ของจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจเอื้อให้ผู้กระทำผิดสามารถแฝงตัวอยู่ในชุมชนดังกล่าวได้ง่ายขึ้น
จูเลีย ดิกสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจากศูนย์ Center for Strategic and International Studies มองว่า ศรีลังกาควรศึกษาประสบการณ์ของประเทศอย่างเวียดนาม และฟิลิปปินส์ในการป้องกันไม่ให้เครือข่ายสแกมฝังรากลึกในประเทศ ต่างจากกรณีของกัมพูชาที่ปล่อยให้ปัญหาขยายตัว จนสแกมกลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
“ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า เจ้าหน้าที่รัฐตั้งใจที่จะลงมือจัดการจริงหรือไม่ หรือกำลังได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากกิจกรรมเหล่านี้เหมือนที่เกิดในกัมพูชา” เธอกล่าว
ทั้งนี้ ศรีลังกาอยู่ในอันดับ 107 จาก 182 ประเทศ ในดัชนีการรับรู้การทุจริตปี 2025 ของ Transparency International โดยมีอันดับสูงกว่าเพียงแอลจีเรีย บอสเนีย และเฮอร์เซโกวีนา และลาวเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ศรีลังกายังเผชิญความท้าทายจากกฎหมายที่ยังไม่พร้อมรับมือกับอาชญากรรมไซเบอร์รูปแบบใหม่ การเข้าถึงซิมการ์ดได้ง่าย และระบบโอนเงินนอกระบบที่เรียกว่า “อุนดิยัล” (Undiyal) ซึ่งอาจถูกใช้เป็นช่องทางเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายและสินทรัพย์ดิจิทัลออกนอกสายตาของหน่วยงานกำกับดูแล
แม้ทางการศรีลังกาจะยืนยันว่า กำลังร่วมมือกับหน่วยงานด้านการเงินและบังคับใช้กฎหมายเพื่อติดตามกระแสเงินผิดกฎหมาย แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สิ่งสำคัญในเวลานี้คือการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ประเทศจะกลายเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ของอุตสาหกรรมหลอกลวงระดับโลกอย่างเต็มรูปแบบ
อ้างอิง: bloomberg
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

