วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม 2569

Login
Login

สรุป 'สงครามอิหร่าน' ลากยาว 3 เดือน เปิดโพยสินทรัพย์ 'ผู้ชนะ'

สรุป 'สงครามอิหร่าน' ลากยาว 3 เดือน เปิดโพยสินทรัพย์ 'ผู้ชนะ'

สงครามอิหร่าน 3 เดือน สรุปภาพรวมสมรภูมิการเงินโลกที่แบ่งขั้วชัดเจน เปิดโพยกลุ่ม 'ผู้ชนะ' ที่ได้อานิสงส์จากน้ำมันแพง และกระแส AI Boom ปะทะกลุ่ม 'ผู้แพ้' บอบช้ำหนักจากพิษเงินเฟ้อ และค่าเงินดิ่งทุบสถิติ

“สงครามสหรัฐ-อิหร่าน” ผ่านไปแล้วกว่า 3 เดือนหลังจากชนวนสงครามปะทุขึ้น ส่งผลให้สินทรัพย์ทั่วโลกทั้ง น้ำมัน ตลาดหุ้น ค่าเงินผันผวนหนัก จนทำให้ธนาคารกลางในหลายประเทศต้องกลับมาปวดหัวกับปัญหาเงินเฟ้ออีกครั้งขณะเดียวกันในสมรภูมินี้มีทั้ง “ผู้แพ้ ผู้ชนะ”

 น้ำมันดิบ ดอลลาร์ หุ้น AI คือ ‘ผู้ชนะ’

  • ตลาดน้ำมันโลกพุ่ง ดันอุปทานตึงตัว

ราคาน้ำมันดิบกลายเป็นสินทรัพย์ที่ร้อนแรงที่สุดโดยพุ่งขึ้นถึง 40% จนยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

ในช่วงต้นเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันเคยดีดตัวขึ้นไปสูงเกือบ 2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนสงคราม แม้ว่าประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่จะพยายามช่วยกันระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ออกสู่ตลาดมากถึง 400 ล้านบาร์เรล เพื่อบรรเทาการขาดแคลน แต่ความต้องการ และราคาก็ยังคงอยู่ในระดับสูง

  • ดอลลาร์ ยืนหนึ่งสินทรัพย์ปลอดภัย

“เงินดอลลาร์” กลายเป็นหลุมหลบภัยที่เนื้อหอมที่สุดของนักลงทุน โดยแข็งค่าขึ้น 1.5% เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ นับตั้งแต่สงครามปะทุ 

ดอลลาร์ทำผลงานได้ดีกว่าสินทรัพย์ปลอดภัยดั้งเดิมอย่างฟรังก์สวิส และเงินเยนญี่ปุ่น แถมยังได้แรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่พุ่งสูงขึ้นเป็นตัวดึงดูดเม็ดเงิน

  • หุ้นสายเทค - AI

ในสงครามครั้งนี้ภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงทรงตัวได้ดี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระแสความหวังในเทคโนโลยี AI  และข่าวลือเรื่องการเจรจาสันติภาพที่เข้ามาช่วยพยุงไว้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐ และดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้พุ่งทำสถิติตลอดกาล 

เช่นเดียวกับบริษัทผู้ผลิตชิปหน่วยความจำระดับโลกอย่าง SK Hynix ที่มูลค่าบริษัททะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นครั้งแรก ตามบริษัทเทคอย่าง Samsung และ Micron ในการเติบโตไปกับโครงสร้างพื้นฐาน AI

หากดูรายประเทศ  “สหรัฐ” ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจน้อยกว่าทวีปอื่น เนื่องจากเป็นประเทศที่พึ่งพาตนเองด้านน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติได้ แถมยังมีเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรม AI คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ส่วน “เงินหยวน” ของจีนเป็นสกุลเงินเดียวในเอเชียที่ยังคงนิ่ง และแข็งแกร่ง เพราะจีนมีปริมาณน้ำมัน และพลังงานสำรองภายในประเทศจำนวนมหาศาล

‘ค่าเงินเอเชีย-ธุรกิจการบิน’ กระทบหนัก

  • ค่าเงินเอเชียเจ็บหนัก

“เอเชีย” คือ ภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้โดยตรง เนื่องจากในอดีตต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ" สูงถึง 80% ซึ่งปัจจุบันหยุดชะงักจากสงคราม  

เมื่อต้องซื้อน้ำมันแพงขึ้น เศรษฐกิจจึงสะดุด ส่งผลให้บรรดาค่าเงินในเอเชียได้รับผลกระทบ โดยค่าเงินรูปี ของอินเดีย, รูเปียห์ ของอินโดนีเซีย และเปโซ ของฟิลิปปินส์ดิ่งอ่อนค่าทุบสถิติแย่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ จนหลายประเทศต้องงัดเงินสำรองมาพยุง หรือฝืนขึ้นดอกเบี้ยเพื่อประคองค่าเงิน เช่น ศรีลังกาที่ต้องขึ้นดอกเบี้ยแรงถึง 1.00% 

  • เศรษฐกิจยุโรปบอบช้ำ

 ยุโรปบอบช้ำอย่างหนักจากพิษน้ำมันแพง โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจของ "ยูโรโซน" หดตัวรุนแรงที่สุดในรอบ 2 ปีครึ่ง 

ด้านธนาคารกลางยุโรป (ECB) ออกมาเตือนว่าระบบการเงินกำลังเปราะบาง เช่นเดียวกับภาคธุรกิจในอังกฤษที่รายงานว่ายอดขาย และกิจกรรมทางธุรกิจลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ต้นทุนวัตถุดิบ และค่าพลังงานกลับสวนทางพุ่งสูงขึ้น

บอนด์ยีลด์ระยะยาวพุ่ง

ราคาพันธบัตรรัฐบาลร่วงลงอย่างรุนแรง สวนทางกับอัตราผลตอบแทนหรือ Yield ที่พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางต่างๆ จะต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ 

เรื่องนี้ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 30 ปี พุ่งทะลุ 5% สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2007

ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีพุ่งสูงสุดในรอบ 15 ปี เพราะตลาดคาดว่าธนาคารกลางยุโรปจะต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้

  • ธุรกิจ ‘การบิน-สินค้าหรู’ อ่วม

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกอุตสาหกรรมจะรอดพ้นจากผลกระทบ โดยดัชนีหุ้นกลุ่มสายการบินของ S&P 500 ดิ่งลงกว่า 6% จากการหยุดชะงักของเที่ยวบินทั่วโลก 

ขณะที่หุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนมระดับโลก  ร่วงลงถึง 10% เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าภาวะเงินเฟ้อจะทำให้ผู้บริโภคระดับกลางถึงบนเริ่มรัดเข็มขัด และลดการจับจ่ายใช้สอย

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์