วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม 2569

Login
Login

อิหร่านยื่นคำขาด! ‘โอน 4 แสนล้านมาก่อน’ หากจะให้เปิดฮอร์มุซ

อิหร่านยื่นคำขาด! ‘โอน 4 แสนล้านมาก่อน’ หากจะให้เปิดฮอร์มุซ

‘คำสัญญาจากสหรัฐไม่เพียงพออีกต่อไป’ คือจุดยืนล่าสุดของเตหะราน หลังเคยถูกทรัมป์ฉีกข้อตกลงนิวเคลียร์แบบฝ่ายเดียว เตหะรานจึงยื่นคำขาด จะไม่ลงนามสันติภาพใด ๆ หากวอชิงตันยังไม่ปลดล็อกเงินเกือบ 4 แสนล้านบาทมาก่อน โดยมองว่า ‘เงินโอนจริง’ คือหลักประกันความน่าเชื่อถือเดียวที่จับต้องได้

อิหร่านส่งสัญญาณแข็งกร้าวต่อสหรัฐว่าจะ “ไม่มีข้อตกลงสันติภาพใดเกิดขึ้น” หากวอชิงตันยังไม่ยอมปลดล็อกทรัพย์สินอิหร่านมูลค่า 24,000 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ “8 แสนล้านบาท” ที่ถูกสหรัฐอายัดไว้ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตามรายงานจากหนังสือพิมพ์ของอังกฤษ The Telegraph 

โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ หัวหน้าคณะเจรจาของอิหร่าน และอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้ยื่นเงื่อนไขดังกล่าวระหว่างการหารือกับเจ้าหน้าที่กาตาร์ในกรุงโดฮา โดยระบุว่า เตหะรานจะไม่เดินหน้าข้อตกลงใด จนกว่าสหรัฐจะโอนเงินอย่างน้อย “ครึ่งหนึ่ง” หรือประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ “4 แสนล้านบาท” ทันที  เมื่อมีการประกาศบันทึกความเข้าใจ (MoU) และให้ปล่อยเงินส่วนที่เหลือต่อภายใน 60 วัน

“ข้อเรียกร้องของเราคือ การปล่อยทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้ ไม่ใช่ในอนาคต แต่ต้องเป็นตอนนี้” เจ้าหน้าที่อิหร่านที่ใกล้ชิดกับการเจรจากล่าว พร้อมย้ำว่า “จะไม่มีการเจรจาใด ๆ หากเงินของอิหร่านยังไม่ถูกปลดล็อก”

เงินดังกล่าวส่วนใหญ่เป็น “รายได้ของอิหร่าน” จากการส่งออกน้ำมันและก๊าซที่ถูกเก็บอยู่ในธนาคารต่างประเทศ โดยมีมูลค่ารวมมากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 3 ล้านล้านบาท) กระจายอยู่ในหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ กาตาร์ อิรัก ญี่ปุ่น เยอรมนี ตุรกี และบาห์เรน

อย่างไรก็ตาม การปลดอายัดเงินเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสหรัฐอาจต้อง “ยกเว้นมาตรการคว่ำบาตร” อิหร่านชั่วคราว ประสานกับรัฐบาลประเทศต่าง ๆ และสร้างกลไกควบคุมไม่ให้เงินถูกนำไปสนับสนุนโครงการนิวเคลียร์หรือกองกำลังตัวแทนของอิหร่านในตะวันออกกลาง

แหล่งข่าวในอ่าวเปอร์เซียเปิดเผยกับ The Telegraph ว่า ขณะนี้กำลังมีการหารือถึง “กลไกซับซ้อน” เพื่อป้องกันไม่ให้เงินจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่รัฐบาลอิหร่านโดยตรง

แต่ข้อเสนอดังกล่าวกำลังกลายเป็น “ระเบิดการเมือง” สำหรับประธานาธิบดีทรัมป์ หลังพันธมิตรสายอนุรักษนิยมจำนวนมากมองว่า การปล่อยเงินให้อิหร่านก่อนลงนามข้อตกลง เท่ากับเป็น “การให้รางวัล” แก่รัฐบาลที่เพิ่งพาโลกเข้าใกล้วิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหม่ผ่านการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

“นี่คือข้อตกลงที่เขาไม่ควรรับ” แหล่งข่าวใกล้ชิดทรัมป์กล่าว ขณะที่บุคคลระดับสูงในกลุ่ม MAGA บางส่วนเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อแนวทางของทรัมป์ โดยประชดว่า “The Art of the Deal เป็นหนังสือที่ดี ทรัมป์อาจควรกลับไปอ่านมันอีกครั้ง”

ประเด็นข้อพิพาทเรื่อง “เงินอายัด” กลายเป็นอุปสรรคหลักในการเจรจายุติสงครามอิหร่าน–สหรัฐที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน หลังการปะทะต่อเนื่องยาวนานกว่า 40 วัน

แหล่งข่าวอิหร่านระบุว่า ร่างบันทึกความเข้าใจ 14 ข้อ ซึ่งอยู่ภายใต้การไกล่เกลี่ยของกาตาร์และปากีสถาน จะไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ หากยังไม่สามารถตกลงเรื่องทรัพย์สินอายัดได้สำเร็จ

ในอีกด้านหนึ่ง เตหะราน “ไม่ไว้วางใจ” สัญญาปากเปล่าจากทรัมป์ ซึ่งไม่มีเงินเป็นหลักประกัน อันมาจากประสบการณ์ในปี 2018 ที่สหรัฐฉีกสัญญา JCPOA ด้วยการถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ “โดยฝ่ายเดียว” และกลับมาคว่ำบาตรอิหร่านอีกครั้ง แม้อิหร่านจะปฏิบัติตามเงื่อนไขในขณะนั้นก็ตาม

การฉีกสัญญาโดยฝ่ายเดียวในครั้งนั้น ถือเป็นการตัดสินใจแบบ “ลุยเดี่ยว” ของสหรัฐ โดยที่พันธมิตรยุโรปอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี พยายามคัดค้านและขอร้องให้ทรัมป์เปลี่ยนใจแต่ไม่เป็นผล แม้แต่ทบวงการปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ก็ยืนยันในตอนนั้นว่า อิหร่านยังคงปฏิบัติตามข้อตกลงก็ตาม 

อิหร่านจึงยืนยันว่า ครั้งนี้ “คำสัญญา” ไม่เพียงพออีกต่อไป และต้องเห็น “เงินโอนจริง” ก่อนลงนามใด ๆ

ความไม่แน่นอนดังกล่าวยังส่งผลต่อตลาดโลกทันที โดยราคาน้ำมันดีดตัวกลับแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังนักลงทุนกังวลว่า ช่องแคบฮอร์มุซ อาจยังไม่กลับมาเปิดใช้อย่างปลอดภัย

ขณะเดียวกัน “จีน” เริ่มถูกจับตาในฐานะ “ผู้ค้ำประกัน” ข้อตกลงในอนาคต หลังปากีสถานและกาตาร์พยายามดึงปักกิ่งเข้ามามีบทบาท เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้อิหร่านที่มองว่า สหรัฐ “ไม่น่าเชื่อถือ”

อ้างอิง: telegraphindependent