สถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย นำเสนอบทความพิเศษโดย Mr. Benjamin Dousa รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศและการค้าต่างประเทศ
เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีของไทยได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนสวีเดนเพื่อร่วมพระราชพิธีเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ 80 พรรษาของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ การเสด็จฯ เยือนครั้งประวัติศาสตร์นี้เป็นการตอกย้ำมิตรภาพอันยาวนานและอบอุ่นระหว่างสองราชอาณาจักร ซึ่งมีรากฐานมาตั้งแต่การลงนามในสนธิสัญญาไมตรี การพาณิชย์ และการเดินเรือ เมื่อปี พ.ศ. 2411
ไทยกับสวีเดนยังได้ลงนามในความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์เมื่อปี พ.ศ. 2568 เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือในอนาคตในหลายสาขาสำคัญ ได้แก่ การค้า การลงทุน การพัฒนาที่ยั่งยืน นวัตกรรม และการป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นประจักษ์พยานแห่งความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น โดยจะมีการประชุมครั้งแรกภายใต้กรอบความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ดังกล่าวที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 29 พ.ค.นี้
ความร่วมมือครั้งใหม่นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่มีรากฐานจากความตกลงด้านการพาณิชย์อันเก่าแก่ของทั้งสองประเทศ ในฐานะประเทศเศรษฐกิจขนาดกลาง ทั้งไทยและสวีเดนต่างได้รับประโยชน์จากการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศที่เปิดกว้างและตั้งอยู่บนกติกาที่ชัดเจน สำหรับสวีเดนเองนั้น ความเปิดกว้างคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราสร้างอุตสาหกรรมที่มีขีดความสามารถสูง สร้างความมั่งคั่ง และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จและมีนวัตกรรมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ในสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ระบบการค้าพหุภาคีกำลังเผชิญแรงกดดันจากกระแสกีดกันทางการค้า ภูมิเศรษฐศาสตร์ ภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน และแม้กระทั่งนโยบายบีบบังคับทางเศรษฐกิจ หลายประเทศเลือกหันกลับไปสู่ความคิดแบบปิดภายในประเทศตนเอง มากกว่าการแสวงหาความร่วมมือระดับภูมิภาคและระดับโลก กระแสการรณรงค์อย่าง “ประเทศฉันต้องมาก่อน” “ผลิตในประเทศเรา” หรือ “ซื้อของท้องถิ่น” โดยอ้างว่ามาตรการกีดกันทางการค้าเป็นวิธีปกป้องการจ้างงานและอุตสาหกรรมภายในประเทศ
- สวีเดนเลือกที่จะเดินอีกเส้นทางหนึ่ง
แทนที่จะปกป้องอุตสาหกรรมของเราจากการแข่งขันจากต่างประเทศ หรือมุ่งเน้นเฉพาะการส่งออกและการดึงดูดการลงทุนเข้ามายังประเทศของเรา สวีเดนเลือกที่จะแข่งขันด้วยความเปิดกว้าง การค้าเสรี นวัตกรรม ความยั่งยืน และคุณภาพ เราเลือกทำงานร่วมกับพันธมิตร ไม่ใช่แยกตัวออกมา และนี่คือแนวคิดของข้อริเริ่ม “ผลิตร่วมกับสวีเดน” หรือ “Made with Sweden” โดยคำว่า “ร่วมกับ” มีความหมายสำคัญ เนื่องจากสะท้อนถึงความเป็นหุ้นส่วน รวมถึงเป้าหมายและผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย
แนวทางนี้ได้รับการพิสูจน์ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ สวีเดนลงทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมในสัดส่วนต่อจีดีพีสูงที่สุดในสหภาพยุโรป และเป็นอันดับที่ 2 ของดัชนีนวัตกรรมโลกปี พ.ศ. 2568 สวีเดนยังเป็นหนึ่งในประเทศยุโรปที่มีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จำนวนมาก และมีตลาดทุนที่แข็งแกร่ง สตอกโฮล์มเป็นศูนย์กลางของสตาร์ทอัพที่เติบโตเร็วที่สุดในยุโรป และมีจำนวนบริษัทยูนิคอร์นต่อหัวประชากรเป็นอันดับสองของโลกรองจากซิลิคอนแวลลีย์ นอกจากนี้ สวีเดนยังเป็นที่ตั้งของกองทุนที่ลงทุนในหุ้นบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ความสำเร็จเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการปิดกั้น แต่เกิดจากการที่สวีเดนเชื่อมโยงกับเครือข่ายระดับโลกและทำงานร่วมกับผู้มีความสามารถทั่วโลก
ด้วยพื้นฐานนี้ สวีเดนเห็นโอกาสมากมายในการยกระดับความร่วมมือ “ผลิตร่วมกับไทย” เพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ
บริษัทสวีเดนได้ลงทุนในไทยมากว่าศตวรรษ และมีบทบาทสำคัญในการร่วมพัฒนาเศรษฐกิจไทย จากข้อมูลของ OECD และสำนักงานคณะกรรมการการค้าของสวีเดน ไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนที่สำคัญที่สุดของสวีเดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานานกว่า 15 ปี ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคของธุรกิจสวีเดน ในปี พ.ศ. 2568 สวีเดนอยู่ในอันดับที่ 6 ของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอมากที่สุด
บริษัทสวีเดนมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาของไทยในด้านโซลูชันดิจิทัล การขนส่ง การผลิตขั้นสูง การดูแลสุขภาพและนวัตกรรม การลงทุนของบริษัทเหล่านี้ได้สร้างงานหลายหมื่นตำแหน่ง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 170 พันล้านบาทต่อปีให้กับไทย นี่คือตัวอย่างภาพของ “ผลิตร่วมกับสวีเดน” และผลลัพธ์จริงในไทย
ขณะเดียวกัน สวีเดนก็ต้องการส่งเสริมการนำเข้าและการลงทุนจากประเทศไทย เราเห็นศักยภาพของไทยในด้านบริการ อุตสาหกรรมเกษตร และการผลิต การนำเข้าจากไทยที่เพิ่มขึ้นสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมสวีเดน และทำให้ผู้บริโภคชาวสวีเดนได้รับประโยชน์ไปด้วย
ด้วยเหตุนี้ สวีเดนจึงสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปกับไทยอย่างเต็มที่ และพร้อมทำหน้าที่ของเราเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงที่มีความทะเยอทะยานนี้ เพื่อเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศได้มากยิ่งขึ้น
มาร่วมกันปฏิเสธกระแสกีดกันทางการค้า และยืนหยัดสนับสนุนการค้าเสรีที่ตั้งอยู่บนกติกาและตลาดเสรีที่มั่นคง





