จากแอปส่งอาหารที่คนไทยคุ้นเคย สู่การวางหมากสร้าง ‘อาณาจักร AI’ LINE MAN เดินเกมครั้งใหญ่ด้วยเป้าหมายเข้าตลาดหุ้น ‘ภายในปี 2027’ ว่าจ้างวิศวกร AI แล้ว ‘กว่า 50 คน’ สะท้อนความทะเยอทะยานที่ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงแอปส่งอาหารอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนตัวเองสู่บริษัทเทคโนโลยีเต็มรูปแบบ
หน้าร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อดังในกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับการยกย่องจาก Michelin ภาพของไรเดอร์สวมเสื้อแจ็กเก็ตสีเขียวที่มีโลโก้ “LINE MAN” (ไลน์แมน) ขับรถจักรยานยนต์มารับถุงอาหารและออกเดินทางต่อแทบจะกลายเป็นภาพคุ้นตา ภาพเหล่านี้สะท้อนการเติบโตของ LINE MAN ที่ค่อย ๆ ขยายอิทธิพลใน “ตลาดเดลิเวอรีไทย” จนก้าวจากผู้เล่นรายหนึ่งสู่การสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจของตนเอง
ปัจจุบัน LINE MAN กำลังเดินเกมใหญ่ครั้งใหม่ โดยไม่ต้องการเป็นเพียงแพลตฟอร์มส่งอาหารอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนตัวเองไปสู่ “บริษัทเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI”
ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN เปิดเผยกับเว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียว่า บริษัทตั้งเป้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ “ภายในปี 2027” พร้อมนำเงินทุนที่ได้ไปลงทุนด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI
“เรากำลังเปลี่ยนจากบริษัทส่งอาหาร ไปสู่สตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI และมีบริการแบบ On-demand มากขึ้น”
ปัจจุบัน LINE MAN ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ LY Corporation ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน LINE มีผู้ใช้งานต่อเดือนราว 10 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 7 ของประชากรไทย และมีร้านอาหารในระบบกว่า 700,000 แห่งทั่วประเทศ
ข้อมูลจาก Momentum Works ระบุว่า ในปี 2025 LINE MAN ครองส่วนแบ่งตลาดเดลิเวอรีไทย 41% เมื่อวัดจากมูลค่าธุรกรรมรวม (GMV) เป็นรองเพียง Grab ที่มีส่วนแบ่ง 47% แต่ถือเป็นการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญจากปี 2020 ที่เคยมีส่วนแบ่งเพียง 20% ท่ามกลางการถอนตัวของคู่แข่งหลายรายอย่าง Foodpanda
สำหรับเส้นทางการเติบโตของ LINE MAN เกิดจากทั้งการควบรวมกิจการและการระดมทุนอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2020 บริษัทควบรวมกับ Wongnai เว็บไซต์รีวิวร้านอาหารของไทย พร้อมระดมทุน Series A มูลค่า 110 ล้านดอลลาร์ ต่อมาในปี 2022 ระดมทุน Series B ได้อีก 265 ล้านดอลลาร์ จนก้าวขึ้นเป็น “ยูนิคอร์น” หรือสตาร์ตอัปที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์
ล่าสุด LINE MAN ยังขยายธุรกิจออกนอกเหนือจากอาหาร ผ่านการเข้าซื้อกิจการ Jera Cloud ผู้ให้บริการระบบจองออนไลน์สำหรับคลินิกเสริมความงาม ศูนย์สุขภาพ และสปา ส่งผลให้มีพันธมิตรธุรกิจเพิ่มขึ้นอีกกว่า 1,700 ราย
บริษัทกำลังเชื่อมต่อบริการต่าง ๆ เข้าสู่ระบบนิเวศเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบชำระเงิน ซอฟต์แวร์บริหารร้านอาหาร (POS) หรือแม้แต่บริการ Telepharmacy ที่ให้ผู้ใช้งานปรึกษาเภสัชกรและสั่งจัดส่งยาได้ผ่านแอป
“ด้าน AI” ถือเป็นอาวุธสำคัญของบริษัทในระยะต่อไป โดย LINE MAN “จ้างวิศวกร AI แล้วมากกว่า 50 คน” และเตรียมเปิดตัว AI Helper ที่จะช่วยร้านค้าสร้างรูปภาพเมนู เขียนคำอธิบายสินค้า และสนับสนุนการขาย
ยอดมองว่า AI จะเข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพการขายของร้านค้าอย่างมาก รวมถึงช่วยบริหารจัดการและสร้างเครื่องมือใหม่ ๆ ให้ผู้ประกอบการเติบโตได้ดีขึ้น
สำหรับแผนการเข้าตลาดหุ้นนั้น บริษัทกำลังพิจารณาหลายทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นฮ่องกง สิงคโปร์ ตลาด Nasdaq ในสหรัฐ หรือแม้แต่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยคาดว่าจะสรุปได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2026
แม้จะมีแผนเข้าตลาดทุน แต่ LINE MAN ระบุชัดว่า ไม่มีแผนขยายธุรกิจออกนอกประเทศไทยแบบ Grab
“กลยุทธ์ของเราคือ การลงลึกในตลาดไทยมากกว่าขยายไปต่างประเทศ เรารู้จักตลาดไทยดี และต้องการปรับเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับแต่ละชุมชน”
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังมีอยู่ไม่น้อย เพราะเศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนสูงและต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน แม้เช่นนั้น LINE MAN กลับมองเห็นโอกาสมากกว่าความเสี่ยง
ข้อมูลจาก Momentum Works ระบุว่า ตลาดเดลิเวอรีไทยในปี 2025 “เติบโตสูงสุดในภูมิภาคที่ 22%” สูงกว่ามาเลเซียและเวียดนามที่เติบโต 19%
ยอดระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแออาจทำให้ผู้คนหันมารับประทานอาหารที่บ้านมากขึ้น และด้วยโปรโมชันต่าง ๆ การสั่งอาหารผ่านแอปยังมีต้นทุนต่ำกว่าการออกไปรับประทานนอกบ้าน
“การสั่งอาหารเดลิเวอรียังคงเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นบ่อย และเป็นวิธีการรับประทานอาหารที่ประหยัดกว่าการออกไปรับประทานนอกบ้าน” ยอดเผยมุมมอง พร้อมเสริมว่า “เราเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเมื่อปีที่แล้ว และคาดว่าจะเข้าร่วมอีกครั้งในปีนี้ บริษัทคาดว่ารายได้ในปี 2026 จะเติบโตอย่างน้อย 20%”
อย่างไรก็ตาม แม้รายได้ LINE MAN ในปี 2024 จะเพิ่มขึ้น 44% แตะระดับ 16,700 ล้านบาท แต่บริษัทก็ยัง “ขาดทุนสุทธิ 356 ล้านบาท”
อีกด้านหนึ่ง สงครามราคาในตลาดยังเป็นโจทย์ใหญ่ เมื่อผู้เล่นต่างใช้กลยุทธ์ลดราคาดึงลูกค้า
ภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ Asia Plus มองว่า Grab ใช้โปรโมชันลดราคาอาหาร ขณะที่ LINE MAN เน้นลดค่าส่ง ซึ่งแม้จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้ใช้งาน แต่ก็สร้างแรงกดดันต่ออัตรากำไรอย่างต่อเนื่อง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า LINE MAN จะเติบโตได้หรือไม่ แต่คือการเติบโตนั้นจะเปลี่ยนเป็นกำไรได้เมื่อไร เพราะในสมรภูมิเดลิเวอรีที่แข่งขันกันด้วยส่วนลด เทคโนโลยี และเงินลงทุนมหาศาล ผู้ชนะอาจไม่ใช่บริษัทที่วิ่งเร็วที่สุด แต่คือบริษัทที่สามารถ “อยู่รอดได้นานที่สุด”
อ้างอิง: nikkei

