วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

‘เรย์ ดาลิโอ’ ชี้โลกเข้าสู่ Big Cycle ระเบียบโลกเก่า ‘ล่มสลาย’

‘เรย์ ดาลิโอ’ ชี้ระเบียบเก่าโลก ‘ล่มสลาย’ โลกกำลังเข้าสู่ Big Cycle ยุคไร้กฎเกณฑ์ มหาอำนาจประลองกำลัง ท่ามกลาง 5 สมรภูมิที่กำลังปะทุเดือดในตอนนี้ พร้อมเปิดนโยบายเศรษฐกิจในยามสงคราม ที่ทำเงินกระดาษไร้ค่า

ในการประชุมความมั่นคงมิวนิก บรรดาผู้นำโลกได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า "ระเบียบโลกที่ใช้มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 1945) ได้ตายลงแล้ว" ซึ่งภาพความรุนแรงนี้ถูกตอกย้ำในรายงานความมั่นคงปี 2026 ภายใต้ชื่อที่น่ากังวลว่า "โลกภายใต้การถูกทำลาย" (Under Destruction)

คำกล่าวของผู้นำประเทศสำคัญที่น่าจับตามอง ทั้ง ฟรีดริช เมอร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ที่ระบุว่าเราเข้าสู่ยุค "การเมืองมหาอำนาจ" ที่เสรีภาพไม่ใช่สิ่งที่แน่นอนอีกต่อไป และเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเตือนว่าโครงสร้างความมั่นคงเก่าพังทลาย และ "ยุโรปต้องเตรียมตัวสำหรับสงคราม" รวมทั้ง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ยืนยันว่านี่คือ "ยุคภูมิรัฐศาสตร์ใหม่" เพราะโลกใบเดิมหายไปแล้ว

โลกกำลังเข้าสู่ The Big Cycle บทที่ 6

เรย์ ดาลิโอ (Ray Dalio) มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน และผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนร่วมของ Bridgewater Associates เผยแพร่บทความระเบียบโลกล่มสลาย ในห้วงการประชุมความมั่นคงมิวนิกที่ประเทศเยอรมนี  อธิบายว่าโลกกำลังอยู่ใน "ขั้นที่ 6" (Stage 6) ของวงจรเศรษฐกิจ และอำนาจ ซึ่งเป็นช่วงที่มี “ความวุ่นวายสูงสุด” เพราะเป็นช่วงที่ "ไร้กฎเกณฑ์" อย่างสิ้นเชิง ใครมีกำลังมากกว่าคนนั้นอาจจะเป็นฝ่ายถูกต้อง และเป็นจุดที่มหาอำนาจเผชิญหน้ากันโดยตรง 

ปัจจุบันผู้นำโลกส่วนใหญ่ยอมรับแล้วว่าระเบียบโลกเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1945 พังทลายลงแล้ว และเรากำลังเดินหน้าสู่ระเบียบโลกใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเป็นอย่างไร

 ทำไมระเบียบระหว่างประเทศถึงล้มเหลว?

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างจากความสัมพันธ์ภายในประเทศ ตรงที่มันขับเคลื่อนด้วย "อำนาจดิบ" เป็นหลัก 

ตอนนี้ ในระดับโลกเราไม่มี "ตำรวจโลก" หรือ "ศาลโลก" ที่มีอำนาจสั่งการมหาอำนาจได้จริง แม้จะมีความพยายามตั้งองค์กรอย่างสหประชาชาติ (UN) แต่สุดท้ายก็มักล้มเหลว เพราะองค์กรเหล่านี้ไม่ได้มีความมั่งคั่งหรือกำลังทหารมากไปกว่าประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐ  หรือจีน 

เมื่อเกิดข้อพิพาท มหาอำนาจจึงไม่คุยกันด้วยข้อกฎหมาย แต่คุยกันด้วย "การข่มขู่ และการประลองกำลัง" จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยอมถอยหรือจบลงด้วยการสู้รบ

สงครามไม่ได้หมายถึงการยิงกันเพียงอย่างเดียว แต่มีถึง 5 รูปแบบที่มักเกิดขึ้นต่อเนื่องกัน

  • สงครามการค้า/เศรษฐกิจ คือ การตั้งกำแพงภาษี และกีดกันทางการค้า
  • สงครามเทคโนโลยี การแย่งชิงความก้าวหน้าทางนวัตกรรม และการรักษาความลับของชาติ
  • สงครามภูมิรัฐศาสตร์ การแย่งชิงพันธมิตร และเขตอิทธิพลในดินแดนต่างๆ
  • สงครามทุน การคว่ำบาตรทางการเงิน อายัดทรัพย์สิน และตัดช่องทางการเข้าถึงตลาดเงิน
  • สงครามทางทหาร เมื่อความขัดแย้งถึงจุดแตกหักจนต้องใช้กำลังอาวุธตัดสิน

ประวัติศาสตร์บอกเราว่า ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ และความมั่นคงมักจะดีขึ้นหรือแย่ลงไปพร้อมๆ กัน เมื่อเศรษฐกิจแย่ ผู้คนจะเริ่มหาเรื่องทะเลาะกันมากขึ้น นี่คือ ธรรมชาติของมนุษย์ที่ทำให้เกิด "วัฏจักรใหญ่" ที่แกว่งไปมาระหว่างยุคสันติภาพที่รุ่งเรือง และยุคสงครามที่โหดร้าย โดยสงครามเต็มรูปแบบมักเกิดขึ้นเมื่อมหาอำนาจมีผลประโยชน์ขัดแย้งกันในระดับที่ยอมกันไม่ได้

‘เรย์ ดาลิโอ’ ชี้โลกเข้าสู่ Big Cycle  ระเบียบโลกเก่า ‘ล่มสลาย’

กราฟนี้ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งมักเกิดขึ้นเป็น "วัฏจักร" โดยมีช่วงที่การเสียชีวิตพุ่งสูงขึ้นสลับกับช่วงที่สงบสุข

จากสถิติย้อนหลังไปถึงปี 1500 ในยุโรป พบว่าวัฏจักรใหญ่ของความขัดแย้งจะเกิดขึ้นทุกๆ 150 ปีโดยประมาณ แม้ช่วงที่สู้รบกันจริงๆ จะสั้น แต่ความเจ็บปวดนั้นคือ จุดสูงสุดของความขัดแย้งที่สะสมมานาน และผลลัพธ์ของสงครามจะเป็นตัวตัดสินว่า "ใครจะเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ในระเบียบโลกถัดไป"

  นโยบายเศรษฐกิจในยามสงคราม

ในยามสงคราม นโยบายเศรษฐกิจภายในประเทศจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยรัฐบาลจะเข้าควบคุมกลไกแทบทุกอย่างเพื่อเปลี่ยนทรัพยากรจากการผลิตเพื่อกำไรไปสู่การสนับสนุนกองทัพ รัฐจะเป็นผู้กำหนดว่าสินค้าใดผลิตได้หรือไม่ได้ ควบคุมปริมาณการซื้อขายผ่านระบบปันส่วน คุมการนำเข้า-ส่งออก ไปจนถึงการกำหนดเพดานราคา ค่าจ้าง และผลกำไร 

นอกจากนี้ ประชาชนจะถูกจำกัดการเข้าถึงสินทรัพย์ทางการเงินของตนเอง และไม่สามารถโอนเงินออกนอกประเทศได้ง่ายๆ ในด้านการเงิน รัฐบาลมักจะพิมพ์เงินจำนวนมหาศาลเพื่อชำระหนี้พันธบัตรที่ใช้ทำสงคราม และหันไปพึ่งพา "ทองคำ" 

นโยบายเศรษฐกิจเดิม เช่น ตลาดหุ้นถูกปิด ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนของตนเองได้ ในช่วงเวลานี้เงินกระดาษ และระบบเครดิตจะไร้ความหมายระหว่างประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้ง เพราะต่างฝ่ายต่างกังวลเรื่องมูลค่าที่แท้จริงของสกุลเงินนั้นๆ สินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดจึงกลายเป็นทองคำ เงิน หรือการบาร์เตอร์ แลกเปลี่ยนสินค้าโดยตรง

ผลแพ้ชนะในสงครามคือ ตัวกำหนดความอยู่รอดของความมั่งคั่ง ตลาดหุ้นในประเทศที่ยังเปิดทำการจะแปรผันตามสถานการณ์ในสนามรบอย่างรุนแรง ตัวอย่างเช่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 หุ้นเยอรมนีเคยรุ่งเรืองในช่วงที่ฝ่ายตนชนะ แต่กลับดิ่งลงเมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรเริ่มพลิกสถานการณ์ หลังสงครามจบลง 

‘เรย์ ดาลิโอ’ ชี้โลกเข้าสู่ Big Cycle  ระเบียบโลกเก่า ‘ล่มสลาย’

ตลาดหุ้นของเยอรมนี และญี่ปุ่นถูกสั่งปิดนานหลายปี และสูญเสียมูลค่าไปแทบทั้งหมด ตรงข้ามกับหุ้นสหรัฐ ที่ยังคงความแข็งแกร่งอย่างมากเนื่องจากเป็นผู้ชนะ

การรักษาความมั่งคั่งในช่วงสงครามเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง เพราะรัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการนำเงินไปใช้รบ และการกระจายทรัพยากรมากกว่าการปกป้องทรัพย์สินของคนรวย ส่งผลให้มีการเก็บภาษีสูง และจำกัดสิทธิการลงทุน 

รายงานระบุว่า กลยุทธ์ที่แนะนำคือ "การขายสินทรัพย์ที่เป็นหนี้สินทั้งหมดแล้วเปลี่ยนไปถือครองทองคำ" เนื่องจากสงครามมักนำมาซึ่งการพิมพ์เงินจำนวนมาก และการกู้หนี้ยืมสินจนล้นตัว ส่งผลให้ค่าเงิน และมูลค่าของตราสารหนี้เสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว

 วัฏจักรแห่งการเป็น 'มหาอำนาจ'

ประวัติศาสตร์สอนว่าประเทศที่สายป่านทางการเงินยาวกว่ามักเป็นผู้ชนะ เช่น ที่สหรัฐชนะสงครามเย็นด้วยการใช้จ่ายที่เหนือกว่า จนคู่แข่งต้านทานไม่ไหว อย่างไรก็ตาม ความรุ่งเรืองนี้มักมีอายุขัยเพียง 200-300 ปี และไม่มีใครรักษาอำนาจนี้ไว้ได้ตลอดกาล

 ดาลิโอ ชี้ให้เห็นว่า ความสามารถในการอดทนต่อความเจ็บปวด สำคัญกว่าความสามารถในการทำลายล้างผู้อื่น และประเทศที่จะอยู่รอดได้นานที่สุดคือ ประเทศที่สามารถบริหารจัดการ "อาวุธ" ซึ่งเทียบได้กับความมั่นคง และ "เนย" หรือสวัสดิการประชาชน ได้อย่างสมดุล 

ทุกมหาอำนาจในประวัติศาสตร์ต่างมีช่วงเวลาที่รุ่งเรืองที่สุด ซึ่งเกิดจากปัจจัยเฉพาะตัว เช่น วัฒนธรรมที่เข้มแข็ง การศึกษาที่ดี มีระเบียบวินัย และความฉลาดหลักแหลมของคนในชาติ แต่ในที่สุดทุกประเทศล้วนต้องเผชิญกับความเสื่อมถอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บางประเทศอาจประคับประคองการลงจากอำนาจได้อย่างสงบ แต่หลายประเทศกับต้องจบลงด้วยความรุนแรง ซึ่งมักเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะการต่อสู้แย่งชิงทรัพยากร และอำนาจในช่วงสุดท้ายมักนำมาซึ่งความพินาศทั้งทางเศรษฐกิจ และการสูญเสียชีวิตจำนวนมหาศาล

อย่างไรก็ตาม ความเสื่อมถอยรุนแรงไม่ใช่สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเสมอไป หากประเทศที่ร่ำรวย และทรงอำนาจรู้จักรักษา "ประสิทธิภาพการผลิต" ให้สูงอยู่เสมอ  หาเงินได้มากกว่าที่ใช้ไป  และที่สำคัญคือ ต้องทำให้ระบบของประเทศมอบประโยชน์ให้แก่คนส่วนใหญ่อย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ การรู้วิธีสร้างความสัมพันธ์แบบ "ได้ประโยชน์ร่วมกัน" (Win-Win) กับคู่แข่งยังเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยยืดอายุความรุ่งเรืองออกไปได้ ดังเช่นสหรัฐอเมริกาที่ดำรงอยู่มานานกว่า 245 ปี  

 

 

อ้างอิง

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์