‘จีน’ สั่งแบงก์ยักษ์ลดถือครอง ‘พันธบัตรสหรัฐ’ เลี่ยงความเสี่ยงตลาด หวั่นตลาดผันผวนทำเงินหาย หลังจีนเดินหน้าลดถือบอนด์สหรัฐ สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 18 ปี
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า หน่วยงานกำกับดูแลของจีนได้แนะนำสถาบันการเงินให้ลดการถือครอง “พันธบัตรสหรัฐ” โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด
แหล่งข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้กระตุ้นให้ธนาคารต่างๆ จำกัดการซื้อพันธบัตรสหรัฐ และสั่งให้ธนาคารที่มีการถือครองอยู่เป็นจำนวนมากเริ่มทยอยขายออกมา อย่างไรก็ตาม คำสั่งนี้บังคับใช้เฉพาะกับพอร์ตการลงทุนของธนาคารเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับพันธบัตรที่รัฐบาลจีนถือครองโดยตรง
คำแนะนำดังกล่าวเป็นการแจ้งไปยังธนาคารรายใหญ่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนถึงความระมัดระวังของทางการจีนที่มองว่า การถือพันธบัตรสหรัฐ มากเกินไปอาจทำให้ธนาคารได้รับผลกระทบตามตลาดที่ผันผวน ซึ่งความกังวลนี้สอดคล้องกับกองทุนทั่วโลกที่เริ่มถกเถียงกันว่า พันธบัตรสหรัฐ และเงินดอลลาร์ยังเป็นที่พักเงินที่ปลอดภัย และน่าดึงดูดเหมือนเดิมหรือไม่
แหล่งข่าวชี้แจงว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำเพื่อกระจายความเสี่ยงทางการเงิน มากกว่าจะเป็นเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์หรือการไม่เชื่อมั่นในสหรัฐ โดยทางการจีนไม่ได้กำหนดตัวเลขหรือเวลาที่ชัดเจนว่าต้องขายเท่าไร แม้ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ จะยังตึงเครียด แต่ภาพรวมดูนิ่งขึ้นหลังจากมีการเจรจาสงบศึกการค้าเมื่อปีที่แล้ว
ทันทีที่มีข่าวนี้ออกมา ราคาพันธบัตรสหรัฐ ปรับตัวลดลง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นถึง 0.04% มาอยู่ที่ 4.25% หลังจากซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 4.22% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี ปรับตัวสูงขึ้น 0.03% มาอยู่ที่ 4.88% ส่วนดัชนี Bloomberg Dollar Spot Index ลดลง 0.2%
รายงานระบุว่า คำแนะนำให้ลดถือครองพันธบัตรนี้ออกมา "ก่อน" ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะโทรศัพท์คุยกับ สี จิ้นผิง เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยทั้งคู่มีกำหนดการจะพบกันในการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งในเดือนเมษายน นี้
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ธนาคารจีนถือครองสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์อยู่ราว 2.98 แสนล้านดอลลาร์ แต่ยังไม่มีการระบุแน่ชัดว่าเป็นพันธบัตรสหรัฐเท่าไร ขณะที่ธนาคารกลางจีนยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใดๆ ต่อเรื่องนี้
ข้อมูลอย่างเป็นทางการล่าสุดระบุว่า การถือครองพันธบัตรสหรัฐ โดยชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9.4 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าปีที่แล้วมากกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์
ความกังวลของจีนเกิดขึ้นในช่วงที่นักลงทุนทั่วโลกเริ่มสงสัยในวินัยการคลังของรัฐบาลสหรัฐ รวมถึงนโยบายของทรัมป์ที่อาจส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์และความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
นักวิเคราะห์จากดอยช์แบงก์เตือนว่า นักลงทุนในยุโรปอาจลดการลงทุนในสหรัฐ ลงเพื่อเลี่ยงผลกระทบจากกำแพงภาษีของทรัมป์
ส่วน “สก็อตต์ เบสเซนต์” รมว.คลังสหรัฐ แย้งว่าปีที่ผ่านมา ตลาดพันธบัตรสหรัฐทำผลงานได้ดีที่สุดในรอบหลายปี และมีความต้องการจากต่างชาติสูงเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะเมื่อเฟดเริ่มลดดอกเบี้ย ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเริ่มดึงดูดนักลงทุนอีกครั้ง
ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จีนลดสัดส่วนการถือครองพันธบัตรสหรัฐลงอย่างต่อเนื่อง จนถูกญี่ปุ่น และอังกฤษ แซงหน้าไปแล้ว โดยยอดถือครองของจีนลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจากจุดสูงสุดในปี 2556 มาอยู่ที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2551
อ้างอิง Bloomberg
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





