วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘ดาวโจนส์’ปิดบวก 123 จุดขานรับภาคการผลิต-บริการแกร่ง

ดัชนีดาวโจนส์ ปิดตลาดวันศุกร์ (21พ.ค.)ปรับตัวขึ้น 123 จุด ปรับตัวขึ้นเป็นวันที่ 2 โดยตลาดสามารถฟื้นตัวขึ้น หลังจากดิ่งลงในช่วงต้นสัปดาห์

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวขึ้น 123.69 จุด หรือ0.4% ปิดที่ 34,207.84 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ร่วงลง 0.08% ปิดที่ 4,155.86 จุด และดัชนีแนสแด็ก ร่วงลง 64.75 จุด หรือ 0.48% ปิดที่ 13,470.99 จุด

การพุ่งขึ้นของดัชนีดาวโจนส์วันนี้ โดยรับอานิสงส์จากการที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนพ.ค.

ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีพีเอ็มไอ รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ดีดตัวสู่ระดับ 68.1 ในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากระดับ 63.5 ในเดือนเม.ย.

ดัชนีพีเอ็มไอ ยังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่า ภาคธุรกิจของสหรัฐยังคงมีการขยายตัว ทั้งภาคการผลิตและบริการ

ดัชนีพีเอ็มไอ ได้รับแรงหนุนจากการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 11 ขณะที่คำสั่งซื้อใหม่เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 5 ส่วนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจดีดตัวขึ้นขานรับการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ และความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในวงกว้าง

ทั้งนี้ ดัชนีพีเอ็มไอ ภาคการผลิตเบื้องต้น อยู่ที่ 61.5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากระดับ 60.5 ในเดือนเม.ย.สำหรับดัชนีดีเอ็มไอ ภาคบริการเบื้องต้น อยู่ที่ 70.1 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากระดับ 64.7 ในเดือนเม.ย.

ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นเกือบ 200 จุดเมื่อคืนนี้ โดยได้ปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี รวมทั้งตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานที่ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐเมื่อเดือนมี.ค.2563 นอกจากนี้ การดีดตัวขึ้นของราคาบิตคอยน์ยังเป็นปัจจัยกระตุ้นให้นักลงทุนกลับเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยง

หุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มเรือสำราญ ต่างดีดตัวขึ้นในการซื้อขายวันนี้

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นเช่นกัน ขณะที่สกุลเงินคริปโตปรับตัวมีเสถียรภาพเป็นวันที่ 2

ส่วนการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในวันนี้ สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (เอ็นเออาร์) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองปรับตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 โดยลดลง 2.7% สู่ระดับ 5.85 ล้านยูนิตในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายเดือน สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 6.09 ล้านยูนิต

ยอดขายบ้านมือสองได้รับผลกระทบจากราคาบ้านที่พุ่งสูง, สต็อกบ้านในระดับต่ำ และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองที่ดีดตัวขึ้น