วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘โลกเปลี่ยน-ไทยเปลี่ยน’ทิศทางการต่างประเทศในทศวรรษ 2020

‘โลกเปลี่ยน-ไทยเปลี่ยน’ทิศทางการต่างประเทศในทศวรรษ 2020 ขณะวิกฤติเศรษฐกิจโลกเมื่อปี 2551 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทำให้โลกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐตกต่ำลง

ปี 2020 (2563) เป็นปีเริ่มต้นทศวรรษใหม่ด้วยความสาหัสสากรรจ์ เมื่อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) เล่นงานไปทั่วโลกจนเศรษฐกิจทุกประเทศช้ำหนัก ส่งผลไปถึงการเมืองและการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ (ISC) จัดระดมสมองเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ในหัวข้อ “โลกเปลี่ยน-ไทยเปลี่ยน: ทิศทางการต่างประเทศในทศวรรษ 2020”

รศ.ดร. กิตติ ประเสริฐสุขอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงบริบทโลกว่า วิกฤติเศรษฐกิจโลกเมื่อปี 2551 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทำให้โลกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐตกต่ำลงโดยเปรียบเทียบ แต่จีนเข้มแข็งขึ้นยิ่งปีนั้นจีนเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้น ต่อมาในปี 2553 จีนเติบโตมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกแซงหน้าญี่ปุ่น

ปี 2556 สี จิ้นผิงขึ้นมามีอำนาจ จีนเชื่อมั่นมากขึ้นว่าประเทศตนสามารถหยิบยื่นบางสิ่งบางอย่างให้ต่างประเทศได้ ความเชื่อมั่นของจีนทำให้เกิดแนวคิดชาตินิยม

“ยิ่งโควิดระบาดยิ่งเผยให้เห็นความอ่อนแอของสหรัฐ เมื่อจีนมีโครงการริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (บีอาร์ไอ) สหรัฐและญี่ปุ่นต้องมีอินโดแปซิฟิกขับเคลื่อนโดยกลุ่มควอด”(สหรัฐ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินเดีย)

สำหรับนโยบายต่างประเทศสหรัฐยุคประธานาธิบดีโจ ไบเดน นักวิชาการจากธรรมศาสตร์อธิบายว่า เป็นแบบ“ครึ่งโอบามา ครึ่งทรัมป์”กล่าวคือเน้นการทูตพหุภาคีแบบสมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา อีกครึ่งจะเป็นการเผชิญหน้ากับจีนทั้งเทรดวอร์ เทควอร์ และความมั่นคงไซเบอร์ แบบรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์


ส่วนความอ่อนแอของสหรัฐที่โควิดเผยให้เห็น ได้แก่ ความไม่พร้อมด้านสาธารณสุข ที่ไทยยังจัดการได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องความเหลื่อมล้ำ การแบ่งแยกเชื้อชาติ กระแสเกลียดชังชาวเอเชีย เทียบกับจีนที่เข้มแข็งมาก ฟื้นตัวจากโควิดได้เร็วเศรษฐกิจเติบโตดี สามารถดำเนินการทูตหน้ากาก การทูตวัคซีนได้

“ความเข้มแข็งของจีนในการจัดการภาวะวิกฤติโดยใช้การควบคุมทางสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกจริตกับโลกตะวันตก” นอกจากนี้จีนยังนำเทคโนโลยีเข้ามาจัดการกับวิกฤติโควิด-19 โดยจีนล้ำหน้าในเทคโนโลยีหลายเรื่อง รวมถึงเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าหรือรถยนต์อัตโนมัติที่จีนส่งเสริมมาก สหรัฐจึงเห็นจีนเป็นภัยคุกคามอย่างชัดเจน

ส่วนคำถามที่ว่าแล้วไทยจะทำอย่างไร กิตติเสนอว่า 1. ไทยมีจุดแข็งในเรื่องความมั่นคงด้านสุขภาพ เป็นที่ยอมรับในอาเซียน ช่วงแรกๆ ไทยเคยส่งชุดตรวจโควิดไปให้เพื่อนบ้าน เราจึงน่าจะเป็นผู้นำในด้านนี้ ส่วนสิงคโปร์แม้จัดการโควิดได้ดีแต่ก็เป็นประเทศเล็ก 2. เสริมสร้างเรื่องเล่าเกี่ยวกับซอฟท์เพาเวอร์ของไทยให้มากขึ้น

“เรามีของดีมาก แต่คนไทยมองประเทศไทยแบบเมื่อ 30 ปีก่อนว่า ไปช่วยคนอื่นทำไม เรายังแย่อยู่ เลย แต่ Position เราเปลี่ยนไปแล้ว เราต้องเปลี่ยน mind set ของคนไทย”3. ผลักดันความร่วมมือพหุภาคีในช่วงที่โลกกำลังมีปัญหา 4. เกี่ยวข้องกับมหาอำนาจให้มากขึ้นในประเด็นที่เขาเข้มแข็ง เช่น ร่วมมือกับญี่ปุ่นด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ 5. เป็นข้อต่อระหว่างมหาอำนาจกับประเทศกำลังพัฒนา 6. ชักจูงจีนผลักดันความร่วมมือล้านช้างแม่โขงให้มากขึ้น ต้องทำให้จีนเข้าใจว่าต้องร่วมมืออย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นแล้วจะเกิดภาพลบกับจีน 7. สนับสนุนการทูตสาธารณะและสร้างปฏิสัมพันธ์กับประชาชนในประเทศให้มากขึ้นด้วยการสร้าง Foreign Policy Community

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาสำคัญของการต่างประเทศไทยคือกระทรวงการต่างประเทศขาดสมรรถนะในการประเมินการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในระยะยาว ภารกิจที่กระทรวงดำเนินการทุกวันนี้เป็นเพียงการจัดการภารกิจทางการต่างประเทศมากกว่าเป็นการกำหนดนโยบายต่างประเทศ

ปัจจุบันเมื่อเกิดปัญหาในระดับอาเซียนนักการทูตจาก 4 ชาติ ได้แก่ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม จะได้รับเชิญไปร่วมเวทีนานาชาติมากเนื่องจากอินโดนีเซียเป็นประเทศใหญ่สุดในอาเซียน สิงคโปร์มองปัญหาทั้งภูมิภาค มีส่วนร่วมในการกำหนดและขับเคลื่อนวาระระดับโลก มาเลเซีย มีบทบาทในโลกมุสลิม ส่วนเวียดนามทุกคนพูดถึงในฐานะ “ดาวรุ่ง”

“ต้องถามตัวเองว่า เกิดอะไรขึ้น ทำอย่างไรให้ไทยกลับมาเป็น Key Player ให้ได้ แม้การเมือง เศรษฐกิจของเรามีข้อจำกัด แต่ถ้าการต่างประเทศดี ก็จะสร้างความแข็งแกร่งให้ได้”สีหศักดิ์กล่าวและว่า การดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยที่ผ่านมามักยึดถือแนวทางสายกลาง ระมัดระวัง ค่อยๆ ดำเนินการ ลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุดซึ่งไม่สอดคล้องกับศักยภาพที่แท้จริงของประเทศ เขาเสนอให้1. ปรับการต่างประเทศให้สอดคล้องกับประเด็นในประเทศ นำเสนอเรื่องเล่าที่สะท้อนพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการเมืองของไทย2. รักษาความเป็นผู้นำของไทยในกลุ่มอาเซียน

3. ประคองบทบาทของอาเซียนปัจจุบันสถานการณ์ในเมียนมาทำให้ภาพลักษณ์อาเซียนเสียหาย อาเซียนไม่ควรมัดตัวเองด้วยหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน เพราะสามารถเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างสร้างสรรค์ (Constructive intervention) ได้ในจังหวะเวลาที่ถูกต้อง

4. สร้างสมดุลระหว่างมหาอำนาจ 5. ทบทวนแนวทางพหุภาคี 6.ตอกย้ำความเป็นศูนย์กลางและยืนยันบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศในฐานะผู้ประสานงานที่น่าเชื่อถือ