ผู้นำนโยบายจากกว่า 40 ประเทศเล็งเห็นความสำคัญในความร่วมมือระดับนานาชาติและการดำเนินนโยบายเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดก่อนถึงงานประชุม COP26 ในเดือน พ.ย.
ผู้นำด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศจากกว่า 40 ประเทศเข้าร่วมในการประชุม IEA-COP26 Net Zero Summit เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 64 เป็นการประชุมสุดยอดว่าด้วยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ จัดโดยองค์กรพลังงานระหว่างประเทศและที่ประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 หรือ COP26 เพื่อหาแนวทางร่วมกันเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและบรรลุเป้าหมายในความตกลงปารีส โดยมีผู้แทนระดับสูงจากกระทรวงพลังงานและสภาพภูมิอากาศจากประเทศต่าง ๆ มารวมตัวกัน อาทิ ออสเตรเลีย บราซิล จีน สหภาพยุโรป ฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย อินโดนีเซีย อิตาลี ญี่ปุ่น แอฟริกาใต้ สหราชอาณาจักร และอื่น ๆ รวมทั้งไทย นอกจากนี้ยังมีภาคประชาสังคมภาคเอกชน และหน่วยงานรัฐบาลหลากหลายภาคส่วนร่วมการหารือด้วย
การประชุมสุดยอดครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญไปสู่การประชุม COP26 ณ เมืองกลาสโกว์ในเดือนพฤศจิกายน โดยมีตัวแทนจากหลายประเทศเข้าร่วมครอบคลุมกว่าร้อยละ 80 ของจีดีพี ประชากร และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ผู้เข้าร่วมที่สำคัญ ได้แก่ นายฟาติห์ บิโรล์ ผู้อำนวยการองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ นายอล็อค ชาร์มา ประธานการประชุม COP26 จากสหราชอาณาจักร นายจาง เจียนหัว รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของจีน นายฟรานส์ ทิมเมอร์แมนส์ รองประธานบริหารคณะกรรมาธิการยุโรป นายจอห์น เคอร์รี ผู้แทนพิเศษด้านสภาพภูมิอากาศของประธานาธิบดีสหรัฐ นอกจากนี้ยังมีรัฐมนตรีพลังงานของอินเดีย กรรมาธิการด้านพลังงานจากสหภาพแอฟริกา และผู้อำนวยการองค์การการค้าโลกเข้าร่วม ด้านประเทศไทยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีพลังงาน นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ร่วมเสวนาในหัวข้อการกระตุ้นการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในระยะใกล้ (Catalysing Near-Term Implementation)
“ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนทศวรรษแห่งการคิดวางแผนไปสู่การลงมือทำจริง สหราชอาณาจักรขอเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ รับรองนโยบายหลัก 7 ประการขององค์กรพลังงานระหว่างประเทศเพื่อการบรรลุเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ การประชุมสุดยอดครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐ ภาคประชาสังคมและภาคธุรกิจที่จะทำงานร่วมกันในแต่ละภาคที่มีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจก และร่วมกันบรรลุเป้าหมายจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส” นายอล็อค ชาร์มา ประธานการประชุม COP26 กล่าว “เราไม่ควรมองว่านี่คือการร่วมกันแบกรับภาระ แต่ควรมองว่าเป็นการแบ่งปันโอกาส การทำงานร่วมกันจะช่วยให้เราคืบหน้าได้เร็วขึ้น สร้างงานและความมั่งคั่ง และปกป้องโลกของเราเพื่อคนรุ่นหลัง”
หลายประเทศสมาชิกรับรองนโยบายหลัก 7 ประการดังกล่าวที่เสนอโดยองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ ณ ที่ประชุมสุดยอดนี้ โดยนโยบายครอบคลุมถึงประเด็นสำคัญอย่างความจำเป็นของการฟื้นฟูที่ยั่งยืนจากวิกฤตการณ์โควิด-19 ความสำคัญของการมีแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ปฏิบัติได้จริงในทศวรรษนี้ และการพัฒนากลไกการประสานงานระดับนานาชาติที่แน่นแแฟ้นยิ่งขึ้นเพื่อเร่งให้เกิดนวัตกรรมและการนำไปใช้ร่วมกันในภาคธุรกิจที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงของโลก นโยบายดังกล่าวยังระบุถึงประเด็นอย่างเช่นความร่วมมือทางเทคโนโลยี แนวทางปฏิบัติที่ดี การติดตามการลงทุน การเปลี่ยนผ่านที่คำนึงถึงคนเป็นหลักและการบูรณาการความมั่นคงทางพลังงานและราคาที่จับต้องได้เข้าไปในแผนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์นี้ด้วย
เพื่อสนับสนุนให้เกิดการดำเนินการของภาครัฐ ในวันที่ 18 พฤษภาคมนี้ องค์กรพลังงานระหว่างประเทศจะเผยแพร่โร้ดแมปโดยละเอียดฉบับแรกสำหรับภาคพลังงานในการบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 โดยเอกสารนี้จะกำหนดแนวทางที่ภาครัฐ เอกชน นักลงทุน และพลเมืองต้องร่วมมือกันเพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกให้สอดคล้องกับการป้องกันไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งจะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถจัดลำดับความสำคัญในการดำเนินการเร่งด่วนได้ก่อนถึงการประชุม COP26 ที่เมืองกลาสโกว์





