วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘1 ปีโควิดระบาดใหญ่’ จับตาความเสี่ยงตลาดหุ้น

‘1 ปีโควิดระบาดใหญ่’ จับตาความเสี่ยงตลาดหุ้น โดยในวันนี้ (11 มี.ค.) เมื่อหนึ่งปีก่อนตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งหนักราวไร้จุดจบ เมื่อวิกฤติโควิด-19 ขยายวงมากขึ้น นานาประเทศจำใจต้องล็อกดาวน์เพื่อพยายามหยุดยั้งการแพร่ระบาด

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า หนึ่งปีผ่านไปบางประเทศเริ่มตั้งตัวได้ บางประเทศออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากเป็นประวัติการณ์ ทั้งยังมีความหวังว่าการฉีดวัคซีนจะทำให้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วกว่าที่เคยคาดการณ์กันไว้ แต่ตอนนี้นักวิเคราะห์กังวลว่าตลาดหุ้นอาจไปไกลเกินจริิง และเผชิญกับการพลิกผันรุนแรง หากรัฐบาลตัดสินใจเลิกอัดฉีด

“ในทัศนะของผม เป็นเรื่องอันตรายมากๆ ถ้าคิดว่า วิกฤติสุขภาพจบเท่ากับวิกฤติเศรษฐกิจจบ ในความเป็นจริงมันตรงกันข้าม” วินเซนต์ มอร์เทียร์ จากบริษัทจัดการสินทรัพย์อามันดีเตือน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 มี.ค.2563 องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ประกาศให้การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นการระบาดใหญ่ส่งผลให้วันรุ่งขึ้นตลาดหุ้นดิ่งหนัก ตลาดนิวยอร์กร่วงลง 10% ลอนดอน 11% เท่ากับวันที่เลวร้ายที่สุดของวิกฤติตลาดหุ้นปี 2530

ราคาหุ้นร่วงลงยังไม่จบในวันที่ 12 มี.ค. แต่ดิ่งต่อไปเรื่อยๆ อีกหลายวัน เมื่อนักลงทุนพยายามเทขายหุ้นด้วยเชื่อว่าการระบาดของโควิดส่งผลให้เศรษฐกิจโลกถดถอยหนักแม้จะไม่นาน สภาพที่เกิดขึ้นทั่วโลกตอนนั้นคือการปิดโรงงาน ปิดพรมแดน ปิดร้านค้าร้านอาหาร จอดเครื่องบิน เพื่อระงับการแพร่ระบาด

บรรดานักวิเคราะห์แสดงความเห็นต่อเอเอฟพีแตกต่างกัน ไอเพค ออซคาร์เดซกายา นักวิเคราะห์จากธนาคารสวิสโควทในกรุงลอนดอนกล่าวว่า สถานการณ์น่ากลัวมากเมื่อตลาดดิ่งลงเรื่อยๆ ชนิดที่ไม่รู้ว่าจุดจบอยู่ที่ใด

ขณะที่มอร์เทียร์กล่าวว่า ธนาคารกลางและรัฐบาลก็รับมืออย่างรุนแรงมากโดยไม่ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำลงไป เพื่อพยายามดูแลเศรษฐกิจให้อยู่ได้จนกระทั่งการระบาดสิ้นสุดหรือจบระลอกแรกเป็นอย่างน้อย รัฐบาลพึี่งพาการเป็นหนี้ขนานใหญ่

โคคู อักโบ บลัวอา หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารโซซิเอเต เจเนอราล ของฝรั่งเศส กล่าวว่า ทั่วโลกออกมาตรการช่วยเหลือรวมราว 24 ล้านล้านดอลลาร์

ส่วนเอริก บัวจูญอง ผู้จัดการกองทุนจากบริษัทจัดการกองทุนสวิสไลฟ์ ชี้ว่า นั่นเฉพาะอุ้มตลาดหุ้นที่เสพติดเม็ดเงินราคาถูกไปเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะหลังวิกฤติการเงินโลกปี 2551 เป็นต้นมา

ด้านเจเจ คินาฮัน จากบริษัทหลักทรัพย์ทีดี อเมริเทรด มองว่า การระบาดของโควิดเป็นเหตุการณ์พิเศษที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบกว่า 100 ปี

“เราผ่านพ้นมาได้นั้นยอดเยี่ยมมาก”

อย่างไรก็ตาม มีหลายสัญญาณบ่งบอกว่าตลาดอาจใกล้ถึงจุดสูงสุดแล้ว

ความคลั่งไคล้เก็งกำไรครั้งใหญ่กับหุ้นบางตัว เช่น เกมสต็อป ร้านค้าปลีกวีดิโอเกมที่ขุดหลุมดักนักลงทุนรายเล็กในวอลล์สตรีท เป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่ชี้ถึงความเสี่ยงอารมณ์ตลาดพลิกผันสูงมาก

เอเอฟพีระบุว่า ภายใต้ความเสี่ยงทั้งหมดคือความเสี่ยงของหนี้ที่พอกพูนขึ้นเพื่อมาทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่จะต้องครบกำหนดชำระในเวลาใดเวลาหนึ่ง จึงกลัวกันว่ามาตรการกระตุ้นหลายล้านล้านดอลลาร์ในขณะนี้จะก่อให้เกิดเงินเฟ้อ รัฐบาลและธนาคารกลางจำเป็นต้องอุดท่อเงินราคาถูกและขึ้นอัตราดอกเบี้ย ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของความรื่นเริงในตลาดหุ้นยุคโควิดระบาด

อักโบ บลัวอา ชี้ว่า จุดอ่อนของความสมดุลอันเปราะบางนี้คือเงินเฟ้อ แต่บัวจูญองกล่าวว่า จำเป็นต้องใช้ชั้นเชิงมากมายเพื่อรักษาระบบนี้ให้ดำรงอยู่ในระยะยาว

แผนกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ

สิ่งที่จับตากันมากตอนนี้คือมาตรการช่วยเหลือขนาดมหึมาของประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐ ที่ต้องให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติครั้งสุดท้ายในวันพุธ (10 มี.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อนำพาเศรษฐกิจประเทศพ้นจากวิกฤติโควิด และต่อชีวิตให้กับหลายล้านครัวเรือน

ไบเดนประกาศชัดว่า แผนช่วยเหลือชาวอเมริกันคือกฎหมายที่เขาให้ความสำคัญที่สุด เว็บไซต์ซีเอ็นบีซีรายงานว่า หากผ่านสภาคองเกรสมาถึงโต๊ะเขาจะลงนามภายในสัปดาห์นี้ มาตรการสำคัญในแผน เช่น

ให้งบประมาณวิจัยและแจกจ่ายวัคซีนป้องกันโควิด จัดผลประโยชน์ว่างงานแก่ประชาชนหลายล้านคน ส่งเช็กช่วยเหลือมากถึง 1,400 ดอลลาร์แก่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ให้มลรัฐและรัฐบาลท้องถิ่น ระงับการฟ้องขับไล่และยึดทรัพย์สินที่จำนองไว้ เพิ่มความช่วยเหลือด้านอาหาร ให้เครดิตภาษีเลี้ยงดูเด็ก และกันงบประมาณ 1.3 แสนล้านดอลลาร์ให้โรงเรียน

สภาคองเกรสสหรัฐผ่านกฎหมายสู้โควิดฉบับล่าสุดเมื่อเดือน ธ.ค. โดยเพิ่มการจ่ายเงินชดเชยการว่างงานอีก 300 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ แต่กำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 14 มี.ค. ต้องรอมาตรการใหม่ของไบเดน ที่จะยืดอายุผลประโยชน์ให้ไปจนถึงต้น ก.ย.

ในเวลาไล่เลี่ยกัน เมื่อวันอังคาร (9 มี.ค.) องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2564 เนื่องจากแนวโน้มดีขึ้นอย่างมาก คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจโลกเติบโต 5.6% เพิ่มขึ้น 1.4% จากที่เคยคาดไว้เมื่อเดือน ธ.ค. ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐปีนี้ขยายตัว 6.5% เกือบสองเท่าจากที่คาดไว้ครั้งก่อน

แรนดี เฟรเดอริก รองประธานฝ่ายการค้าและอนุพันธ์ บริษัทชาร์ลส ชว้าบ กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์เชื่อว่า เงินจากมาตรการกระตุ้นของสหรัฐจะต้องไปจบที่ตลาดหุ้น เขาเชื่อว่าจะเป็นตัวเร่งให้เกิดตลาดกระทิง

เดือนก่อนดอยซ์แบงก์ สำรวจนักลงทุนรายย่อย 430 คน พบว่า โดยเฉลี่ยวางแผนนำเงิน 37% ที่ได้จากมาตรการช่วยเหลือรอบนี้ไปลงทุนโดยตรงในหุ้น ด้วยอัตรานี้ปริมาณเงินที่จะเข้าสู่ตลาดจะมีตั้งแต่ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ - 1.5 แสนล้านดอลลาร์

ที่ผ่านมากองทุนหุ้นสหรัฐมีเงินไหลเข้าเกือบสูงสุดเป็นประวัติการณ์ราว 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน นักวิเคราะห์ดอยซ์แบงก์มองว่าเม็ดเงินที่ค่อยๆ ไหลเข้าตลาดจากมาตรการกระตุ้นอาจมีขนาดใหญ่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากถึงมือประชาชนเร็ว