‘ดาวโจนส์’ปิดตลาดวันพุธ (3ก.พ.)ปรับตัวขึ้นในกรอบแคบเหตุนักลงทุนขายทำกำไร ประกอบกับราคาหุ้นของบริษัทอัลฟาเบทและอเมซอนปิดทะยานขึ้น หลังเปิดเผยผลประกอบการที่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 36.12 จุด หรือ 0.12% ปิดที่ 30,723.60 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 3.86 จุด หรือ 0.10% ปิดที่ 3,830.17 จุด และดัชนีแนสแด็ก ลดลง 2.23 จุด หรือ 0.02% ปิดที่ 13,610.54 จุด
ราคาหุ้นของบริษัทอัลฟาเบทและแอมะซอนต่างพุ่งขึ้นในการซื้อขายวันนี้ หลังเปิดเผยผลประกอบการที่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
ดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้น 1.5% เมื่อวันอังคาร โดยปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 2 ขณะที่ได้แรงหนุนจากความหวังที่ว่ารัฐบาลสหรัฐจะผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากการพุ่งขึ้นของหุ้นอัลฟาเบทและหุ้นแอมะซอน รวมทั้งรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ในสหรัฐที่ปรับตัวลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 3
ขณะเดียวกัน ดัชนีความผันผวน CBOE หรือ CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกของนักลงทุนในตลาด ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 สัปดาห์วานนี้ หลังจากที่นักลงทุนเริ่มคลายความวิตกเกี่ยวกับปรากฎการณ์ GameStop
ความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดอันเนื่องจากหุ้น GameStop ได้ทำให้คณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐประกาศจัดการไต่สวนในวันที่ 18 ก.พ. ขณะที่นางเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ จะจัดการประชุมวาระพิเศษร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินในสัปดาห์นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับความผันผวนดังกล่าว
ราคาหุ้น GameStop ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายวิดีโอเกมชื่อดังในสหรัฐ พุ่งขึ้น 10% ในวันนี้ หลังบริษัทประกาศเสริมทัพผู้บริหารจากแอมะซอน และผู้เชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซ ซึ่งคาดว่าจะช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์ของทางบริษัท
ทั้งนี้ GameStop แถลงว่า นายแมทท์ ฟรานซิส ซึ่งเคยร่วมงานกับบริษัทแอมะซอน เว็บ เซอร์วิสเซส และบริษัทคิววีซี จะเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีในเดือนนี้
นอกจากนี้ GameStop เปิดเผยชื่อรองประธานคนใหม่จำนวน 2 คนที่มีประสบการณ์ด้านอีคอมเมิร์ซ
คาดว่าการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารของบริษัทดังกล่าว จะช่วยพัฒนาการค้าและรายได้จากธุรกิจอีคอมเมิร์ซของ GameStop แทนที่จะพึ่งพารายได้จากลูกค้าที่เดินเข้ามาในร้านเพียงอย่างเดียว
ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดนจะพบปะกับสมาชิกรัฐสภาสังกัดพรรคเดโมแครตที่ทำเนียบขาวในวันนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ปธน.ไบเดนหวังที่จะผลักดันมาตรการดังกล่าวให้ผ่านการอนุมัติของสภาคองเกรส แม้เผชิญเสียงท้วงติงเกี่ยวกับวงเงินที่สูงถึง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์จากสมาชิกพรรครีพับลิกัน
ก่อนหน้านี้ ปธน.ไบเดนได้พบปะกับสมาชิกวุฒิสภาสังกัดพรรครีพับลิกันจำนวน 10 รายที่ทำเนียบขาวเมื่อวันจันทร์ โดยระบุว่า เขาต้องการเสียงสนับสนุนจากทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตสำหรับการผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว ซึ่งรวมถึงเงินช่วยเหลือผู้ตกงานในสหรัฐ และงบสนับสนุนการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้แก่ชาวอเมริกัน
ส่วนการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในวันนี้ ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (เอดีพี) และมูดี้ส์ อนาลิติกส์ เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้น 174,000 ตำแหน่งในเดือนม.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 49,000 ตำแหน่ง
นอกจากนี้ เอดีพี ยังได้ปรับตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนในเดือนธ.ค.เป็นลดลง 78,000 ตำแหน่ง จากเดิมที่รายงานลดลง 123,000 ตำแหน่ง
สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ไอเอสเอ็ม) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคบริการของสหรัฐดีดตัวสู่ระดับ 58.7 ในเดือนม.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.2562 จากระดับ 57.7 ในเดือนธ.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 56.8
ขณะนี้ ดัชนีดีดตัวขึ้นเหนือระดับก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐ
ดัชนีภาคบริการของสหรัฐได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน
ดัชนียังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ถึงการขยายตัวของภาคบริการ
ทั้งนี้ ดัชนีภาคบริการของไอเอสเอ็มประกอบด้วยอุตสาหกรรม 17 กลุ่ม ซึ่งรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ การขนส่ง การก่อสร้าง และเหมืองแร่





