'โควิด-19'หนุนศก.จีนแซงหน้าสหรัฐเร็วกว่าคาด โดยข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจนถึงปลายปีที่แล้วเพราะความสามารถในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
ข้อมูลทางเศรษฐกิจล่าสุดบ่งชี้ว่าจีนอาจจะแซงหน้าสหรัฐ ก้าวขึ้นมาเป็นชาติเศรษฐกิจใหญ่สุดของโลกเร็วกว่าที่มีการคาดการณ์กันไว้ โดยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี)ของสหรัฐบ่งชี้ว่า จีดีพีลดลงประมาณ 2.3% อยู่ที่ 20.93 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี2563 ขณะที่จีดีพีจีนขยายตัวประมาณ 2.3% เป็น 101.6 ล้านล้านหยวน ท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ ต้นตอโรคโควิด-19
บรรดานักเศรษฐศาสตร์ มีความเห็นว่า ข้อมูลทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันนี้ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าจีนจะก้าวขึ้นมาเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่สุดของโลกแทนที่สหรัฐเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ประมาณสองสามปี แต่เนื่องจากทั้งสองประเทศมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ต่างกันและจีดีพีต่อหัวประชากรของจีนยังคงต่ำกว่าสหรัฐอยู่มากนับจนถึงตอนนี้
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วสหรัฐรายงานตัวเลขจีดีพีปี 2563 หดตัวลงประมาณ 2.3% อยู่ที่ 20.93 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเป็นการประมาณการณ์ขั้นต้นของรัฐบาลวอชิงตัน สวนทางกับจีน ที่ระบุว่า จีดีพีขยายตัวประมาณ 2.3% เมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 101.6 ล้านล้านดอลลาร์
“ข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจที่แตกต่างกันของจีนและสหรัฐ สอดคล้องกับข้อมูลของเราที่พบว่าการระบาดของโรคโควิด-19ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจสหรัฐมากกว่าเศรษฐกิจจีนและทำให้เราคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างสมเหตุสมผลว่าขนาดเศรษฐกิจจีนในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจะแซงหน้าสหรัฐในปี 2571”ร็อบ ซับบาราแมนจากโนมูระ ระบุในอีเมล
ล่าสุด วานนี้ (1ก.พ.)ระบบการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนของจีน (China Foreign Exchange Trading System ) รายงานว่า อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนในวันนี้แข็งค่าขึ้น 0.0086 หยวน แตะที่ 6.4623 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศของจีนนั้น เงินหยวนได้รับอนุญาตให้ปรับตัวขึ้นหรือลงไม่เกิน 2% จากอัตราค่ากลางของการซื้อขายแต่ละวัน
ทั้งนี้ อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อิงกับราคาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก ก่อนที่ตลาดอินเตอร์แบงก์จะเปิดทำการซื้อขายในแต่ละวัน
อย่างไรก็ตาม ในความพยายามควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 รัฐบาลปักกิ่งตัดสินใจปิดเศรษฐกิจกว่าครึ่งเมื่อเดือนก.พ.ปีที่แล้ว ส่งผลให้อัตราว่างงานในพื้นที่เมืองในเดือนดังกล่าวทะยานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 6.2% ส่วนจีดีพีหดตัวลงประมาณ 6.8% ในไตรมาสแรก
การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจจีนชะงักงันหลายสัปดาห์ก่อนที่จะหวนกลับมาขยายตัวในช่วงไตรมาส2 ขณะที่เชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่แพร่ระบาดไปหลายประเทศก่อนจะกลายเป็นโรคระบาดทั่วโลก โดยสหรัฐเผชิญหน้ากับการระบาดรุนแรงที่สุด มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19สูงสุดในโลก ส่วนอัตราว่างงานในสหรัฐเพิ่มขึ้นกว่า 14% ในเดือนเม.ย.และยังคงสูงกว่า 10% ในช่วงเวลากว่า 3เดือน
“ข้อมูลจีดีพีล่าสุดแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจนถึงปลายปีที่แล้วเพราะความสามารถในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ”ไต้ ฮุย หัวหน้านักกลยุทธ์ทางการตลาดของเอเชียจากเจ.พี. มอร์แกน แอสเซ็ต แมเนจเมนท์ กล่าว พร้อมทั้งคาดการณ์ว่า ต้องใช้เวลา 8-10 ปีที่จีดีพีจีนไล่ตามจีดีพีสหรัฐได้
นอกจากนี้ ไต้ ยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ตัวเลขจีดีพีเป็นแค่เพียงข้อมูลเศรษฐกิจพื้นฐานให้เปรียบเทียบและเมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจ บรรดานักลงทุนควรพิจารณาความแตกต่างของโครงสร้างทางเศรษฐกิจของสองประเทศนี้ รวมทั้งรายได้ การพัฒนาและขีดความสามารถด้านการแข่งขัน
ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์แล้ว สิ่งที่พวกเขากังวลคือการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนในเวลาอันรวดเร็วเมื่อปีที่แล้วมาจากอุตสาหกรรมดั้งเดิม อาทิอุตสาหกรรมการผลิตมากกว่ามาจากการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ความต้องการหน้ากากอนามัยในต่างประเทศ และอุปกรณ์ป้องกันทางการแพทย์ประเภทอื่นๆปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก การส่งออกของจีนก็เพิ่มขึ้น 3.6% ในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในปี2563 ส่วนการนำเข้าลดลงประมาณ 1.1% ในช่วงเวลาเดียวกัน
จีนได้ดุลการค้ากับสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 317 พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นจาก 296พันล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้านี้ แม้ทั้งสองประเทศลงนามข้อตกลงการค้าในเดือนม.ค.ปีที่แล้วเพื่อลดตัวเลขเกินดุลการค้าที่ว่านี้ ขณะที่การบริษัทในประเทศของจีนไม่ได้ฟื้นตัวในอัตราที่รวดเร็วมากพอเหมือนเศรษฐกิจส่วนอื่นๆ โดยยอดขายจากธุรกิจค้าปลีกของประเทศร่วงลง 3.9% สวนทางกับในสหรัฐที่ยอดขายจากธุรกิจค้าปลีกเพิ่มขึ้นประมาณ 0.6%
“บรูซ ปัง” หัวหน้าแผนกเศรษฐกิจมหัพภาคและวิจัยกลยุทธจากไชนา เรอเนซองส์ คาดการณ์ว่าการระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่จะเปิดโอกาสให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวแซงหน้าเศรษฐกิจสหรัฐเร็วขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ประมาณ 3-5 ปีแต่หลักไมล์ที่แท้จริงคือการที่จีนสามารถแซงหน้าสหรัฐในมิติของจีดีพีต่อหัวประชากร โดยในปี 2563 จีดีพีต่อหัวประชากรของจีนเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 11,000 ดอลลาร์ ขณะที่จีดีพีต่อหัวประชากรของสหรัฐสูงกว่าจีนมากกว่า5เท่าอยู่ที่ 63,200 ดอลลาร์





