วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘แก้รธน.-แพ้เลือกตั้ง’ชนวนรัฐประหารเมียนมา

‘แก้รธน.-แพ้เลือกตั้ง’ชนวนรัฐประหารเมียนมา ขณะอองซาน ซูจี ยังคงได้รับความนิยมสูงมากในบ้านเกิดแม้ว่าชื่อเสียงระดับนานาชาติมัวหมองลงไป กรณีการปราบปรามชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญาในปี 2560

เหตุรัฐประหารเมียนมาวานนี้ (1 ก.พ.) ไม่ได้เหนือความคาดหมาย ทันทีที่กองทัพเมียนมาออกแถลงการณ์ตอบโต้ความห่วงใยของประชาคมโลกว่า อย่าเพิ่งพูดถึงสถานการณ์ในเมียนมาโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง กองทัพยึดมั่นตามวิถีทางประชาธิปไตย เพราะกองทัพคือผู้กำหนดเส้นทางการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2551 ที่กองทัพร่างขึ้นมาเอง สิ้นเสียงแถลงการณ์บรรดาผู้ติดตามการเมืองเมียนมาก็ทราบทันทีว่า “เกิดรัฐประหารแน่นอน!!!” หลังจากทหารกับอองซาน ซูจี และรัฐบาลของเธอตึงเครียดกันมาหลายสัปดาห์

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า อองซาน ซูจี ยังคงได้รับความนิยมสูงมากในบ้านเกิดแม้ว่าชื่อเสียงระดับนานาชาติมัวหมองลงไป กรณีการปราบปรามชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญาในปี 2560 แต่การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 พ.ย.63 พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของเธอคว้าชัยชนะถล่มทลายมากกว่าที่เคยทำไว้เมื่อปี 2558 เสียอีก รอบนี้ได้ที่นั่งทั้ง 3 สภา ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร 258 ที่นั่ง สภาชาติพันธุ์ 138 ที่นั่ง และสภาภูมิภาคและรัฐ 501 ที่นั่ง รวมแล้ว 900 กว่าที่นั่ง

ส่วนพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (ยูเอสดีพี) ของทหารได้รับเลือกเพียง 71 คน แบ่งเป็นสภาผู้แทนราษฎร 26 ที่นั่ง สภาชาติพันธุ์ 7 ที่นั่ง และ สภาภูมิภาคและรัฐ 38 ที่นั่ง

กองทัพที่ปกครองเมียนมามาเกือบตลอดช่วง 60 ปีที่ผ่านมา อ้างว่า มีการโกงบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า10 ล้านคน จึงขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเปิดเผยรายชื่อเพื่อการตรวจสอบ

ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นเมื่อนายพลอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และดูเหมือนเป็นบุคคลผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดของประเทศ กล่าวสุนทรพจน์เตือนว่า ถ้ามีรัฐธรรมนูญแล้วไม่เคารพก็อาจยกเลิกไปก็ได้ ไม่เพียงเท่านั้น สัปดาห์ก่อนประชาชนผู้สนับสนุนทหารยังประท้วงการเลือกตั้ง รถถังหลายคันออกมาประจำการบนถนนสายต่างๆ ของนครย่างกุ้งครู่หนึ่ง

ทหารกับการเมืองเมียนมาเป็นของคู่กันนับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 2491 เมื่อเริ่มต้นประเทศเพื่อนบ้านของไทยปกครองตามระบอบประชาธิปไตยสากล แต่ด้วยปัญหาระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ที่รัฐบาลพลเรือนไม่อาจจัดการได้ นายพลเนวินยึดอำนาจในปี 2505 อ้างว่า รัฐบาลพลเรือนไม่มีความสามารถปกครองประเทศ

เขาบริหารประเทศมานาน 26 ปี จนกระทั่งปี 2531 เมื่อประชาชนเดินขบวนประท้วงทั่วประเทศต่อต้านการปกครองเผด็จการและภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน ไม่กี่สัปดาห์ต่อมาเนวินถูกคณะทหารรุ่นใหม่ภายใต้การนำของ นายพลซอ หม่อง ในนามของ “สภาฟื้นฟูกฎระเบียบแห่งรัฐ” หรือ “สลอร์ค”ยึดอำนาจในวันที่ 18 ก.ย. อ้างว่าจำเป็นต้องฟื้นฟูกฎหมายและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ

ปี 2533 สลอร์คปรับภาพลักษณ์ ปลดนายพลซอ หม่อง ตั้งนายพลตาน ฉ่วย ผู้บัญชาการทหารบกขึ้นมาแทน ปี 2540 เมื่อเมียนมาเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน จึงยุบสลอร์ค จัดตั้งเป็นสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (เอสพีดีซี)

ปี 2551 เมียนมาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ต่อมานายพลตาน ฉ่วยลงจากอำนาจในปี 2554 รัฐบาลของเหล่าอดีตนายพลนำโดยเต็งเส่งขึ้นมาบริหารประเทศตามรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญ 2551 นั้นร่างขึ้นแบบคงบทบาทกองทัพไว้ในการเมืองเมียนมา ด้วยการสงวนที่นั่งในสภา 1 ใน 4 ไว้ให้ทหาร ทั้งยังให้อำนาจคุมกระทรวงมหาดไทย กลาโหม และชายแดน การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ก็ต้องอาศัยแรงหนุนจากทหาร

ขิ่น ซอว์วิน นักวิเคราะห์การเมืองในย่างกุ้งเผยว่า การที่รัฐธรรมนูญรับรองอำนาจของทหารไว้ ทำให้เป็นแค่เอกสารที่ไม่มีใครชื่นชอบ ซึ่งตั้งแต่ชนะเลือกตั้งในปี 2558 ซูจีและรัฐบาลพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตลอด แต่สำเร็จเพียงเล็กน้อย เช่น รัฐธรรมนูญห้ามเธอไม่ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี รัฐบาลก็เลี่ยงบาลีด้วยการตั้งตำแหน่ง “ที่ปรึกษาแห่งรัฐ” ให้ซูจีเป็นผู้นำโดยพฤตินัย

โซ มินต์ ออง นักวิเคราะห์การเมืองอีกคนหนึ่งกล่าวว่า นี่คือหนึี่งในหลายๆ ช่องโหว่ที่ทหารไม่คาดคิดมาก่อน “จากมุมของทหาร พวกเขาสูญเสียอำนาจควบคุมกระบวนการทางการเมืองไปมหาศาล”

สำหรับนายพลมิน อ่อง หล่าย ผู้ก่อรัฐประหารทั้งๆ ที่จะเกษียณอายุในเดือน ก.ค.นี้แล้ว เคยถูกนานาชาติประณามโทษฐานบัญชาการปราบปรามชาวโรฮิงญาอย่างรุนแรง

เฟซบุ๊คเคยระงับบัญชีของเขาที่ยั่วยุให้เกิดเฮทสปีชต่อการทำลายล้างชาติพันธุ์กลุ่มน้อย คณะสอบสวนของสหประชาชาติเรียกมิน อ่อง หล่าย และนายพลชั้นนำคนอื่นๆ ว่า กระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา

นายพลวัย 64 ปีรายนี้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดในปี 2554 ช่วงที่นายพลรุ่นก่อนเปลี่ยนผ่านอำนาจเข้าสู่ระบบรัฐสภา หลังจากทหารปกครองเมียนมามานานหลายสิบปี

มิน อ่อง หล่ายมีแผนปรับปรุงกองทัพครั้งใหญ่ จัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยจากจีน รัสเซีย อิสราเอล และผู้ขายรายใหญ่อื่นๆ ทั้งยังบอกเป็นนัยๆ ว่า เกษียณปีนี้จะเล่นการเมือง

เฮิร์ฟ เลมาฮี นักวิเคราะห์เมียนมาจากสถาบันโลวีแห่งออสเตรเลีย กล่าวว่า มิน อ่อง หล่าย มีแนวคิดลงเลือกตั้งในฐานะพลเรือน เผลอๆ อาจหวังสูงโดยอาศัยแรงสนับสนุนจากพรรคทหารที่ลงเลือกตั้งในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา

“ตอนนี้เขาอาจคิดได้แล้วว่า ถ้าไม่มีเลือกตั้งอาจอยู่ในอำนาจได้ต่อไปอีก” นักวิเคราะห์กล่าว

ก่อนเลือกตั้ง มิน อ่อง หล่ายให้คำมั่นว่าจะเคารพผลที่ออกมา แต่สัปดาห์ก่อนเขาก็แสดงวาทะสร้างความตึงเครียด ว่าถ้าแก้ไขปัญหาการเมืองไม่ได้จะยกเลิกรัฐธรรมนูญ

ตอนนี้เขากุมอำนาจทางการเมืองเต็มตัวแล้ว เลมาฮีมองว่า นายพลผู้นี้น่าจะเดินเกมเร็ว จัดเลือกตั้งใหม่ในเกมที่เขาถนัด เป็นการเลือกตั้งแค่ฉากหน้าที่นักการเมืองดังๆ อย่างอองซาน ซูจี ถูกกีดกันไม่ให้ลงแข่งขันด้วย

การที่พรรคเอ็นแอลดีกลับเข้าสู่สภาได้อีกครั้งและมีแผนแก้ไขรัฐธรรมนูญลดอำนาจทหารลง แน่นอนว่าสถาบันที่อยู่คู่กับการเมืองเมียนมามาตลอดคงยอมไม่ได้ จึงจบลงด้วยการบุกจับตัวอองซาน ซูจี นักการเมืองคนสำคัญ ผู้นำภาคประชาสังคม แกนนำนักศึกษา นักเขียน ผู้กำกับภาพยนตร์ ยึดอำนาจการปกครอง 1 ปี เมื่อเช้าตรู่วานนี้ แต่สำหรับประชาชนนั้น

“มันน่าหงุดหงิดมาก ผมไม่อยากได้รัฐประหาร ผมเห็นการเปลี่ยนผ่านหลายอย่างในประเทศ และต้องการเห็นอนาคตที่ดีขึ้น” ชายเมียนมา วัย 64 ปี ผู้ไม่เปิดเผยนาม แสดงความเห็นกับเอเอฟพี