วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘เอสไอไออินเดีย’ เบอร์ 1 ผลิตวัคซีนโลก

เอสไอไอเป็นผู้นำโลกด้านการผลิตวัคซีน ผลิตปีละ 1,500 ล้านดอลลาร์ ฉีดให้เด็กทุก 2 ใน 3 คน ใน 170 ประเทศ

ถึงวันนี้ที่ทั่วโลกต้องการได้วัคซีนมาป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ชื่อ “สถาบันเซรุ่มอินเดีย” (เอสไอไอ) กำลังโด่งดังไปทั่วโลกในฐานะผู้เล่นสำคัญเพื่อต่อสู้กับโรคร้าย ภาพผู้เชี่ยวชาญสวมชุดป้องกันอันตรายส่วนตัว (พีพีอี) คร่ำเคร่งตรวจขวดบรรจุวัคซีนขนาดเล็ก เป็นภาพที่เห็นจนเจนตาในเอสไอไอ

บริษัทนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2509 ที่เมืองปูเน ทางภาคตะวันตกของอินเดีย ผลิตวัคซีนโควิชิลด์หลายล้านโดสสำหรับอินเดียและประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมาก วัคซีนตัวนี้พัฒนาโดยบริษัทยาแอสตร้าเซนเนก้าและมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด โควิชิลด์แตกต่างจากวัคซีนคู่แข่งของไฟเซอร์-ไบออนเทคตรงที่สามารถเก็บและขนส่งได้โดยตู้เย็นทั่วไป ทั้งยังราคาถูกมากเมื่อเทียบกับวัคซีนของไฟเซอร์หรือโมเดอร์นา บริษัทยาสหรัฐ โควิชิลด์จึงเหมาะสมกับประเทศยากจน โครงสร้างพื้นฐานไม่เอื้อ

จริงๆ แล้วเอสไอไอเป็นผู้นำโลกด้านการผลิตวัคซีนตั้งแต่โควิด-19 ยังไม่ระบาด ผลิตวัคซีนปีละ 1,500 ล้านดอลลาร์ ฉีดให้เด็กทุก 2 ใน 3 คน ใน 170 ประเทศ ป้องกันโรคต่างๆ เช่น โปลิโอ คางทูม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และหัด

เส้นทางของเอสไอไอเริ่มต้นจากตระกูลปุณวาลา เจ้าของบริษัททำฟาร์มเพาะพันธุ์ม้าในปี 2489 แล้วได้คุยกับสัตวแพทย์รายหนึ่งจนเกิดไอเดียเด็ดว่า เซรุ่มต้านพิษที่สกัดจากม้าอาจใช้ทำวัคซีนได้และแล้วสถาบันเซรุ่มก็กลายเป็นผู้นำตลาดในทันทีเนื่องจากผลิตวัคซีนราคาถูกและได้ผลดี ผู้บริโภคและรัฐบาลที่ต้องดูราคาเป็นหลักสนใจซื้อหา หนุนให้บริษัทเติบโตอย่างน่าอัศจรรย์

ช่วงไม่กี่ปีหลัง อดาร์ ปุณวาลา ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) วัย 40 ปี ทุ่มเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ขยายและปรับปรุงโรงงานใหญ่ในปูเน ผลก็คือเมื่อโควิด-19 เริ่มระบาดไปทั่วโลก เอสไอไอซึ่งมีรายได้ประจำปีกว่า 800 ล้านดอลลาร์ในปี 2562-2563 โดยไม่มีหนี้สินเลย จึงอยู่ในสถานะพร้อมเก็บเกี่ยวผลประโยชน์

ที่สำนักงานปูเน ถนนหลายสายทำเป็นรูปเกือกม้าสะท้อนถึงต้นกำเนิดของบริษัท ที่นี่มีตึกผลิตและตรวจสอบคุณภาพวัคซีนหลายหลัง ก่อนนำบรรจุลงขวดฆ่าเชื้อเพื่อเก็บรอส่งมอบ ลูกค้าของเอสไอไอหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสายตั้งแต่บราซิลไปจนถึงแอฟริกาใต้ รัฐบาลนานาประเทศต่างอยากซื้อวัคซีนโควิชิลด์

แต่ปุณวาลาประกาศชัด จะสำรองวัคซีน 50% ไว้ให้ตลาดอินเดียโดยเฉพาะ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลอินเดียจึงตั้งเป้าฉีดวัคซีนให้ประชากร 300 ล้านคนภายในเดือน ก.ค. พร้อมกับเดินเกมการทูตวัคซีนวางแผนจัดหาวัคซีน 20 ล้านโดสให้เพื่อนบ้านในเอเชียใต้

นอกจากนี้สถาบันเซรุ่มยังมีแผนจัดหาวัคซีน 200 ล้านโดสให้โคแวกซ์ โครงการจัดซื้อและแจกจ่ายวัคซีนให้ประเทศยากจนขององค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) แต่ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่ใครๆ ก็อยากได้วัคซีน ผู้บริหารเอสไอไอกลับไม่กังวล

“เราชินแล้วกับแรงกดดันแบบนี้ ในอดีตเราเคยต้องเร่งการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของแต่ละประเทศ” สุเรศ จาดาฟ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันเซรุ่มกล่าวกับเอเอฟพี

แม้สัปดาห์ก่อนเกิดเหตุไฟไหม้อาคารหลังหนึ่งที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จก็ไม่ได้ทำให้ความเชื่อมั่นของเอสไอไอลดน้อยถอยลง ปุณวาลาทวีตข้อความ

“การผลิตโควิชิลด์ไม่เสียหาย เพราะมีอาคารผลิตหลายหลังที่ผมสงวนไว้สำหรับกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินแบบนี้”

เมื่อวันอังคาร (26 ม.ค.) ปุณวาลาประกาศด้วยว่า เมื่อโรงงานแห่งที่ 3 ซึ่งเป็นแห่งสุดท้ายแล้วเสร็จเดินสายการผลิตได้ เอสไอไอจะเพิ่มการผลิตวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าอีก 30% ภายในสิ้นเดือนมี.ค. จากผลผลิตปัจจุบันที่วันละราว 2.4 ล้านโดส นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนเริ่มผลิตวัคซีนของบริษัทสหรัฐ “โนวาแวกซ์” ภายใน 2-3 เดือนนี้ แต่ยังไม่มีแผนเป็นพันธมิตรกับไฟเซอร์อิงค์ ที่วัคซีนโควิดต้องเก็บในอุณหภูมิ-70 องศาเซลเซียส

สำหรับซีอีโอเอสไอไอ การระบาดของโควิด-19 ทำให้ภาพจำของสาธารณชนต่อตัวเขาเปลี่ยนแปลงไป จากอภิมหาเศรษฐีไฮโซ ชอบรถหรูและงานศิลปะราคาแพง มาเป็นนักธุรกิจยาผู้ยินดีรับความเสี่ยงเพื่อให้ประชาชนได้วัคซีนราคาถูก จึงไม่น่าแปลกใจที่คุณพ่อลูกสองรายนี้จะตอบโต้พวกต่อต้านวัคซีน รวมทั้งตำหนิ“คานเย เวสต์” แรปเปอร์ดังจากสหรัฐที่เผยแพร่เรื่องทฤษฎีสมคบคิด

“แม้ว่าเราจะชอบดนตรีของคุณมากนะคานเย เวสต์@KanyeWest แต่การแสดงความเห็นเรื่องวัคซีนของคุณช่างไร้ความรับผิดชอบและอันตรายมาก ลองคำนึงถึงอิทธิพลที่คุณมีในวันนี้และอนาคตสิ วัคซีนรักษาชีวิตคนได้นะ” ปุณวาลาทวีตข้อความนี้ไว้เมื่อเดือน ก.ค.63 สะท้อนถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีน